thansettakij
thansettakij
โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

22 มี.ค. 69 | 11:24 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มี.ค. 69 | 11:24 น.

โครงสร้างราคาก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-ความสามารถการแข่งขันถดถอย หลังกพช.มีมติแยกแยกตามลักษณะการใช้งาน

KEY

POINTS

  • โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2569 ได้แยกราคาตามกลุ่มผู้ใช้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วไปและกลุ่มผลิตไฟฟ้าต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่ากลุ่มปิโตรเคมี
  • ต้นทุนราคาก๊าซของภาคอุตสาหกรรมทั่วไปจะสูงขึ้นกว่ากลุ่มปิโตรเคมีอย่างมีนัยสำคัญถึง 46% หรือคิดเป็นส่วนต่าง 91 บาทต่อล้านบีทียู
  • การปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนที่จะสูงขึ้น และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยลดลง

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงต้นทุนภาคอุตสาหกรรมปี 2569 ว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนราคาก๊าซจากมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน 

โดยกพช.นัดดังกล่าวมีมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ แยกราคาก๊าซตามลักษณะการใช้งาน และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2569 ส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซเป็นรูปแบบ Energy Pool Price ตามลักษณะผู้ใช้ก๊าซ ประกอบด้วย

  • ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรม จะใช้ราคา Pool Price ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของก๊าซจาก 3 แหล่ง ได้แก่ อ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า
  • ราคาก๊าซธรรมชาติที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซ รวมถึงก๊าซที่ใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ใช้ต้นทุนเท่ากับราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่เข้าโรงแยกก๊าซจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่นำมาคำนวณใน Pool Price อยู่ที่ 10% ซึ่งโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นผู้รับภาระส่วนต่างราคา และเปิดโอกาสให้ทบทวนโครงสร้างราคาได้ หากสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

 

โครงสร้างราคาก๊าซแบบใหม่ส่งผลให้กลุ่มผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไป แบกรับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็นสัดส่วน 46% ที่สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

สำหรับราคาที่แตกต่างดังกล่าวอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและค่าไฟฟ้าในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะสงครามจะยิ่งทำให้ส่วนต่างราคาเพิ่มมากขึ้นไปอีก ค่าไฟฟ้าจะแพงมากขึ้นกระทบประชาชนและกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงใช้ราคาก๊าซที่อ่าวไทยจึงไม่ได้มีส่วนร่วมรับภาระราคาก๊าซที่สูงขึ้น ดังนี้

  • กลุ่มผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป และกลุ่ม NGV ใช้ก๊าซที่ราคา 287 บาท/MMBTU
  • กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซที่ราคา 196 บาท/MMBTU ซึ่งเป็นราคาจากก๊าซอ่าวไทย

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากโครงสร้างราคาก๊าซจาก Single Pool Price ที่ใช้ระหว่างปี 2567-2568 ซึ่งกำหนดให้กลุ่มผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่ม NGV และกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซที่ราคาเท่ากันที่ 282 บาท/MMBTU

แหล่งข่าวจากวุฒิสภา ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้มีการหารือถึงผลกระทบจากโครงสร้างราคาก๊าซ โดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟฟ้า คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา ได้ประชุมวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาศึกษาและติดตามการปรับใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติตามมติ กพช.วันที่ 28 พฤศจิกายน 2569

ซึ่งในการหารือดังกล่าวได้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมทั่วไปและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อสอบถามข้อมูลการปรับโครงสร้างราคาก๊าซที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้

การประชุมครั้งดังกล่าวมีการเสนอความเห็นเปรียบเทียบโครงสร้างราคาก๊าซที่บังคับใช้ปี 2559 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปและกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า รับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยมีส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็น 46% สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอให้คงการใช้โครงสร้าง Single Pool Price ที่ใช้อยู่ในปี 2567-2568 ต่อไปที่ทุกกลุ่มใช้ก๊าซที่ราคาเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมต่อต้นทุนก๊าซสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปและก๊าซสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ

โครงสร้างก๊าซใหม่ดันต้นทุนอุตฯพุ่ง 46% ส่อกระทบค่าไฟ-แข่งขันถดถอย

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปมีความกังวลต่อราคาก๊าซที่สูงขึ้น โดยได้มีการประเมินผลกระทบเสนอสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดังนี้

  • ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นจากการกำหนดโครงสร้างราคาใหม่ทำให้ต้นทุนก๊าซสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปสูงขึ้น เพราะต้องแบกรับสัดส่วน LNG นำเข้าที่มีราคาสูงกว่าและผันผวนมากกว่า
  • ต้นทุนไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพยายามตรึงราคาพลังงานเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • ความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการการผลิตจากนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้
  • การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Wet Gas ไม่ควรเกิดขึ้นจากการแลกกับต้นทุนภาคอุตสาหกรรมทั่วไปที่สูงขึ้น ซึ่งควรตั้งราคาก๊าซให้เป็นราคาเดียวกัน (Single Pool Gas) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปต้องการให้รัฐบาลคงหลักการ Single Pool Gas ที่ใช้ราคาแก๊ซจากทุกแหล่งมาถัวเฉลี่ยกัน ประกอบด้วย อ่าวไทย เมียนมา และ LPG นำเข้า เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำที่สุดสำหรับค่าไฟฟ้าประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

กลุ่มอุตสาหกรรม ส.อ.ท.ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก กลุ่มอุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เนื่องจากทั้ง 7 กลุ่มใช้ก๊าซในกระบวนการผลิต จึงกังวลผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลกระทบต่อเนื่องถึงค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนในอนาคต