
IEA เปิดแผนฉุกเฉิน 10 มาตรการลดใช้น้ำมัน หลังสงครามตะวันออกกลางทำตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน
วิกฤตน้ำมันโลก IEA ออกมาตรการฉุกเฉิน 10 ข้อ ลดการใช้น้ำมัน หลังสงครามตะวันออกกลางปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานฉุกเฉินเสนอ 10 มาตรการด้านอุปสงค์ให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และครัวเรือนทั่วโลกนำไปปฏิบัติโดยด่วน หลังสงครามในตะวันออกกลางก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านพลังงานครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
ความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นอยู่ในตะวันออกกลางส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 20% ของการบริโภคน้ำมันโลก หยุดชะงักลงอย่างแทบสิ้นเชิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ทั้งดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และก๊าซ LPG ปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่รุนแรงยิ่งกว่า
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศสมาชิก IEA ได้ร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการระบายสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ IEA อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านอุปทานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความหยุดชะงักในระดับนี้ได้
IEA ชี้ต้องลดดีมานด์คู่ขนาน
ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหาร IEA กล่าวว่า "สงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ หากไม่มีการยุติลงโดยเร็ว ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ" พร้อมย้ำว่ามาตรการลดการใช้พลังงานของภาคประชาชนและธุรกิจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ดำเนินการได้ทันทีเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ
10 มาตรการที่ IEA แนะนำให้ปฏิบัติทันที
รายงานของ IEA มุ่งเน้นไปที่ภาคการขนส่งทางถนน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก โดยมาตรการทั้ง 10 ข้อ ได้แก่
- ทำงานจากบ้าน ลดการเดินทางที่ใช้น้ำมันในการทำงานประจำวัน
- ลดความเร็วบนทางหลวงอย่างน้อย 10 กม./ชม. ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถบรรทุก
- ส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เปลี่ยนจากรถส่วนตัวมาใช้รถประจำทางและรถไฟ
- สลับวันใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองใหญ่ ระบบสลับทะเบียนรถช่วยลดการจราจรและการสิ้นเปลืองน้ำมัน
- เพิ่มการแชร์รถและขับรถอย่างประหยัด เพิ่มจำนวนผู้โดยสารต่อคันและปรับพฤติกรรมการขับขี่
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า บำรุงรักษายานพาหนะและจัดการขนส่งให้คุ้มค่าน้ำมันมากขึ้น
- เปลี่ยนยานพาหนะที่ใช้ LPG ไปใช้เชื้อเพลิงอื่น เพื่อสงวน LPG ไว้สำหรับการหุงต้มและการใช้งานจำเป็น
- หลีกเลี่ยงการเดินทางทางอากาศหากมีทางเลือก ลดความต้องการน้ำมันเครื่องบิน
- หันมาใช้วิธีหุงต้มทางเลือกที่สะอาดกว่า เช่น เตาไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพา LPG
- ภาคอุตสาหกรรมปรับใช้วัตถุดิบทดแทนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น เปลี่ยนจาก LPG ไปใช้แนฟทา เพื่อปล่อย LPG สู่การใช้งานที่จำเป็นกว่า
รัฐบาลควรนำร่อง พร้อมช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
IEA ย้ำว่ารัฐบาลควรเป็นตัวอย่างผ่านนโยบายในภาครัฐ มาตรการด้านกฎระเบียบ และการให้สิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง มากกว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันในวงกว้างซึ่งมีต้นทุนทางการคลังสูงและมีประสิทธิภาพน้อยกว่า
แม้มาตรการเหล่านี้จะไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันที่หายไปได้ทั้งหมด แต่หากทุกภาคส่วนนำไปใช้อย่างแพร่หลาย จะช่วยลดแรงกดดันในตลาด ลดต้นทุนสำหรับผู้บริโภค และรักษาน้ำมันไว้สำหรับการใช้งานที่จำเป็นที่สุดได้ในระยะนี้
ที่มา: IEA





