
พลังงานเล็งออก พ.ร.ก. คลังค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมันฯ รับมือสงครามตะวันอกกลาง
กระทรวงพลังงานเตรียมออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รับมือวิกฤติพบังงานจากสงครามตะวันอกกลาง
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเป็นแผนรับมือหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง
- การออก พ.ร.ก. มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงิน ทำให้กองทุนน้ำมันฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับใช้พยุงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) ในประเทศ
- มาตรการนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยดำเนินการในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งช่วยให้กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบกว่าแสนล้านบาทสามารถกู้เงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานได้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้จัดทำแผนเผชิญเหตุด้านพลังงานเชิงรุก ซึ่งได้มีการหารือระดับกระทรวงพลังงานรวมถึงมีการหารือในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นับตั้งแต่มีการโจมตีอิหร่าน โดยแผนเผชิญเหตุด้านพลังงานเชิงรุก แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
1.แผนการบริหารราคาพลังงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสถานะกองทุนวันที่ 1 มี.ค.2569 เป็นบวก 2,459 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวก 40,313 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 37,854 ล้านบาท
โดยกระทรวงพลังงานกำหนดกรอบการตรึงราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ถึงวันที่ 17 มี.ค.2569 หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์ และอาจปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นครั้งละ 0.50 บาท
ส่วน LPG ที่บัญชีในปัจจุบันติดลบถึง 37,854 ล้านบาท คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ยังมีมติให้ตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ไว้จนถึงสิ้นเดือน มี.ค.2569 และมีแผนที่จะตรึงราคาต่อ
นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบรวมสูงสุด 132,671 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2565 ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยผลกระทบสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะมีข้อเสนอออก พ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการในช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย
2.แผนจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่ม โดยปัจจุบันการนำเข้าพลังงานมีสัดส่วนจากตะวันออกกลาง 50% ของการนำเข้าน้ำมันและ LNG ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้มีปัญหาการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบเฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านประกาศปิด
กระทรวงพลังงานสั่งการให้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและ LNG เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งแหล่งจัดหาที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติม ได้แก่ สหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และ มาเลเซีย
อีกทั้งยังเร่งเจรจาเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ 3 แหล่ง ประกอบด้วย แหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย แหล่งปิโตรเลียมในเมียนมา (แหล่งซอติก้า และแหล่งยาดานา) และแหล่งผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ซึ่งเพิ่มกำลังผลิตได้ตามความยืดหยุ่นของสัญญา (Swing Gas) เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานสำหรับการผลิตไฟฟ้า
นอกจากนี้ เตรียมมาตรการรองรับการนำเข้า อาจลดสเปคน้ำมันชั่วคราวเพื่อให้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากแหล่งอื่นได้สะดวกและหลากหลายขึ้นในกรณีสถานการณ์ตลาดโลกตึงตัว ซึ่งการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่มีมาตรฐานลดลงเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่บังคับใช้ในไทยแต่จะมีราคาถูกลง
รวมถึงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการนำน้ำมันดีเซล B100 ที่ผลิตได้เองภายในประเทศมาใช้มากขึ้น หลังจากที่ยกเลิกหัวจ่ายดีเซล B10 เมื่อปี 2567 เพื่อให้เหลือเฉพาะดีเซล B7
“กระทรวงพลังงานจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล ถ่านหิน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง”
ส่วนการสำรองน้ำมัน ได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในประเทศในอัตรา 1.5% ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2569 และในอัตรา 3% ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.2569 จากเดิมที่กำหนดให้สำรองน้ำมันในอัตรา 1%
3.แผนการประหยัดพลังงาน กระทรวงพลังงานจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 มี.ค.2569 รับทราบมาตรการประหยัดพลังงานที่เคยนำมาใช้ช่วงราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้นช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งราคาน้ำมันในตลาดโลกสูง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมดำเนินการ
ทั้งนี้ ในการประชุมสมช. ได้มีข้อเสนอมาตรการทำงานที่บ้าน (Work from home) แต่เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย
สำหรับมาตรการประหยัดพลังงานที่กระทรวงพลังงานจะนำเสนอ เช่น กำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันลง 20% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและให้หน่วยงานราชการ
รวมถึงกำหนดมาตรการเครื่องปรับอากาศ เช่น กำหนดเวลาเปิดปิด 8.30-16.30 น. ตั้งอุณหภูมิ 25-26 องศาเซลเซียส การใช้หลอดไฟ LED รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับงานให้ตั้งโปรแกรมปิดหน้าจออัตโนมัติ และกำหนดการลิฟต์จอดเฉพาะชั้นคู่หรือคี่ และรณรงค์การใช้บันได
ส่วนการใช้รถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการเดินทางและจำนวนผู้เดินทาง รวมถึงพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นอันดับแรก เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล ตรวจเช็ครถยนต์ตามระยะเวลาที่กำหนด เติมลงยาง ให้เหมาะสมและใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแทนการเดินทาง เช่น การประชุมออนไลน์
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวอีกว่า ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนน้ำมันเคยติดลบสูงสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2565 ติดลบถึง 132,671 ล้านบาท โดยระยะแรกสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) หาแหล่งเงินกู้ไม่ได้จากปัญหาสถานะการเงินติดลบและไม่มีการค้ำประกันจากรัฐบาล
ต่อมารัฐบาลออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้กรอบวงเงินสูงสุดไม่เกิน 150,000 ล้านบาท โดย สกนช.กู้เงิน 105,333 ล้านบาท ช่วงปี 2565-2566 และเริ่มชำระหนี้เงินต้นเดือน พ.ย.2567 จนเหลือหนี้ 30,000 ล้านบาท และจะชำระให้หมดภายในปี 2572 บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“การออก พ.ร.ก.สร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงิน และทำให้กองทุนน้ำมันฯ เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานได้”

