thansettakij
thansettakij
เช็คสถานะกองทุนน้ำมันฯ ตรึงได้นานแค่ไหน หลังราคาน้ำมันจ่อพุ่ง

เช็คสถานะกองทุนน้ำมันฯ ตรึงได้นานแค่ไหน หลังราคาน้ำมันจ่อพุ่ง

03 มี.ค. 2569 | 01:29 น.

ตรวจสอบสถานะกองทุนน้ำมันฯ ตรึงได้นานแค่ไหน หลังราคาน้ำมันจ่อพุ่ง คาดขยับเกิน 120 เหรียญฯดูแลได้ 1-2 สัปดาห์ ระบุหากเกินความสามารถปล่อยขึ้นแบบขั้นบันได

KEY

POINTS

  • กองทุนน้ำมันฯ มีเงินสดในมือราว 2-3 หมื่นล้านบาท สามารถตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ได้นานอย่างน้อย 1 เดือน หากราคาน้ำมันดิบโลกทรงตัวที่ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • กรณีราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 120-130 ดอลลาร์ฯ กองทุนฯ จะเข้าอุดหนุนเต็มที่ใน 1-2 สัปดาห์แรก ก่อนจะใช้มาตรการทยอยลดการอุดหนุนและปล่อยให้ราคาปรับขึ้นแบบขั้นบันได
  • ราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) จะยังคงถูกตรึงไว้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเป็นหลัก

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศผันผวนรวดเร็ว หากปล่อยตามกลไกตลาดโดยไม่มีมาตรการรองรับ

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องเป็นเงินสดในมือราว 20,000-30,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการเข้าอุดหนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น โดยล่าสุดกองทุนฯ เข้าอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 74 สตางค์ต่อลิตร เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นระดับที่ภาครัฐต้องการดูแลเพื่อลดผลกระทบต่อภาคขนส่ง ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพประชาชน

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันตลาดโลกทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนฯ ยังสามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน โดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนฯ มากนัก

 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามทั้งราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ค่าการตลาด และโครงสร้างภาษีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างสมดุล และไม่ให้เกิดภาวะราคากระโดดสูงผิดปกติในช่วงเวลาสั้นๆ

เช็คสถานะกองทุนน้ำมันฯ ตรึงได้นานแค่ไหน หลังราคาน้ำมันจ่อพุ่ง

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า กรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเกิดภาวะ Panic Rise จนแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แผนการบริหารกองทุนฯ อาจต้องปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ โดยในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก กองทุนฯ จะเข้าอุดหนุนอย่างเต็มที่เพื่อประคองสถานการณ์ และให้ประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว

แต่หากแนวโน้มราคายังสูงต่อเนื่องจนเกินขีดความสามารถในการแบกรับภาระทางการเงิน จะต้องใช้มาตรการ Exit Strategy หรือการค่อยๆ ถอนการอุดหนุน โดยปล่อยให้ราคาขายปลีกขยับขึ้นแบบขั้นบันได ครั้งละ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท แทนการปรับขึ้นรวดเดียว เพื่อกระจายแรงกระแทกและลดผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อผู้บริโภค

"แนวทางดังกล่าวถือเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงของกองทุนน้ำมันฯ ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพกับการรักษาวินัยการเงินในระยะยาว"

ด้านสถานการณ์ก๊าซหุงต้ม (LPG) แม้บัญชี LPG ของกองทุนฯ จะยังติดลบกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ตามมติคณะกรรมการฯ ก่อนหน้านี้ จะยังคงตรึงราคาเดิมไว้จนถึงสิ้นเดือนมี.ค. 2569 เพื่อไม่ให้กระทบต่อครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

ส่วนน้ำมันเบนซิน ยังคงปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเป็นหลัก แต่หากกองทุนฯ มีสภาพคล่องเพียงพอ และสถานการณ์ผันผวนรุนแรง อาจพิจารณาเข้าแทรกแซงเป็นกรณีไปตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ดี กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและข่าวสารด้านพลังงานอย่างเข้มข้น พร้อมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านต้นทุนอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อ

“รัฐบาลพร้อมเข้าแทรกแซงทันทีหากพบความผิดปกติของราคาขายปลีกหรือค่าการตลาด เพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด”

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ว่าจะสามารถประคองราคาพลังงานไม่ให้กระทบฐานรากเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนได้มากน้อยเพียงใดในระยะต่อจากนี้

"รมว.พลังงานได้ได้สั่งการด่วนในการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น"