thansettakij
thansettakij
‘ปตท.’ ดัน 'CCS-LNG' จี้รัฐปลดล็อกกฎหมายดันไทยสู่ Carbon Hub

‘ปตท.’ ดัน 'CCS-LNG' จี้รัฐปลดล็อกกฎหมายดันไทยสู่ Carbon Hub

23 ก.พ. 2569 | 08:35 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.พ. 2569 | 08:36 น.

‘ปตท.’ ดัน 'CCS-LNG' จี้รัฐปลดล็อกกฎหมายดันไทยสู่ Carbon Hub มุ่ความมั่นคงทางพลังงาน สร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว

KEY

POINTS

  • ปตท. ชู 2 กลยุทธ์หลัก คือการยกระดับธุรกิจ LNG สู่ระดับโลก และการผลักดันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ
  • เร่งพัฒนาโครงการ CCS ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Hub) ของภูมิภาค เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
  • เสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลแบบเบ็ดเสร็จ (Single Window) และออกมาตรการจูงใจที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุน CCS เกิดขึ้นได้จริงในเชิงพาณิชย์

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. ว่า การขับเคลื่อนองค์กรในระยะต่อไปต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) อย่างเป็นรูปธรรม 

โดยวาง 2 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก และการผลักดันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“บริบทปัจจุบันมีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายพลังงานของประเทศมหาอำนาจ รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

ทั้งนี้ ในอดีตก๊าซธรรมชาติมักถูกมองเป็นเพียงเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Fuel) ระหว่างฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติได้กลายเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination Fuel) ของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ยังต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าถ่านหินและน้ำมัน

นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ปตท. จึงวางเป้าหมายยกระดับธุรกิจ LNG อย่างจริงจัง จากปริมาณการค้าในปัจจุบันประมาณ 2 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2030 และขยายต่อเนื่องเป็น 15 ล้านตันในปี 2035 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก

‘ปตท.’ ดัน 'CCS-LNG' จี้รัฐปลดล็อกกฎหมายดันไทยสู่ Carbon Hub

อย่างไรก็ดี ปัจจัยการเติบโตครั้งนี้คือ การใช้โมเดล Asset Back อาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซ คลังรับ-จ่าย LNG และประสบการณ์บริหารจัดการพลังงานมาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก

ในเชิงซัพพลาย ปตท. มุ่งพิจารณาการลงทุนในแหล่งผลิตสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ขณะที่ฝั่งดีมานด์จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง

“ต้องมีทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ต และลดความผันผวน ซึ่งการมีสินทรัพย์รองรับจริง จะช่วยบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดสปอตได้ดีกว่าโมเดลเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว“

อีกหนึ่งจุดแข็งคือความสามารถในการบริหารจัดการเที่ยวเรือ LNG หรือการ Switching Cargoes ระหว่างภูมิภาคตามภาวะราคา เช่น การโยกซัพพลายจากเอเชียไปยุโรปในช่วงที่ตลาดยุโรปมีความต้องการสูงและราคาดีกว่า ซึ่งจะช่วยสร้างกำไรส่วนเพิ่ม (Upside) และกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

โลกพลังงานหลังวิกฤติยูเครนสะท้อนให้เห็นว่า LNG กลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ การมีพอร์ตที่ยืดหยุ่นจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน

กลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน

โดยโครงการนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ราว 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายสู่พื้นที่อื่นในอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพรวม 5-10 ล้านตันต่อปีในอนาคต

สำหรับรูปแบบการกักเก็บจะใช้ทั้งหลุมก๊าซเก่าที่หมดสภาพการผลิต และชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) ซึ่งมีศักยภาพรองรับปริมาณคาร์บอนขนาดใหญ่ในระยะยาว หากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสิงคโปร์แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ขณะที่ ปตท. อยู่ระหว่างหารือกับญี่ปุ่นเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและศึกษาโมเดลธุรกิจร่วมกัน

แม้ภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค แต่ข้อจำกัดด้านกฎหมาย การอนุญาต และโครงสร้างแรงจูงใจ ยังเป็นคอขวดสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สำหรับข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลใหม่ คือ

1.การตั้งหน่วยงานกลางแบบ Single Window ทำหน้าที่กำกับ อนุญาต และติดตามโครงการ CCS แบบเบ็ดเสร็จ (Delivery Unit) แทนการกระจายอำนาจหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนล่าช้าและขาดเอกภาพ

ปัจจุบัน โครงการ CCS อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายปิโตรเลียม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล ความปลอดภัยอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ใต้ดิน หากไม่มีการบูรณาการชัดเจน อาจทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ล่าช้า

“CCS ไม่ใช่แค่โครงการพลังงาน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ จึงต้องมีกรอบกำกับที่ชัดเจนและทันสมัย”

อีกทั้งยังสนอให้รัฐเร่งกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น ความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้พื้นที่ใต้ดินระยะยาว, กรอบความรับผิดชอบ (Liability) หลังการปิดหลุมกักเก็บ และมาตรฐานการติดตามและตรวจสอบ (Monitoring & Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน

2.การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ในระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ประมาณ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น รัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง บทลงโทษและแรงจูงใจ ได้แก่

  • กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว
  • จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุน (Incentive) สำหรับโครงการนำร่อง
  • เปิดทางให้โครงการ CCS สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล

“หากกลไกไม่ชัด เอกชนจะประเมินความเสี่ยงสูงและชะลอการลงทุน แต่ถ้ารัฐวางกรอบชัดเจน ไทยจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ทันที”

นายคงกระพัน กล่าวต่ออีกว่า ในมิติระหว่างประเทศ หากไทยต้องการพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค จำเป็นต้องเตรียมกรอบกฎหมายรองรับการกักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน (Cross-Border CCS) โดยเฉพาะเมื่อประเทศอย่างสิงคโปร์ไม่มีพื้นที่กักเก็บของตนเองและแสดงความสนใจใช้ศักยภาพแหล่งกักเก็บในอ่าวไทย

การมีกฎหมายรองรับชัดเจน จะเปิดโอกาสให้ไทยสร้างรายได้ใหม่จากการให้บริการกักเก็บคาร์บอน พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีให้แข่งขันได้ในยุคที่มาตรการ CBAM และกฎสิ่งแวดล้อมโลกเข้มงวดขึ้น

นายคงกระพัน กล่าวต่อไปอีกว่า การผลักดัน CCS ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว หากไทยไม่ลงทุนตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก หรือแม้แต่ซีเมนต์ อาจเสียเปรียบในการแข่งขันและเผชิญต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้นในตลาดโลก

“ปตท.พร้อมลงทุนและเป็นผู้นำ แต่การจะเดินหน้าเชิงพาณิชย์ได้ ต้องมีกรอบกฎหมายและกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ”

หากรัฐเร่งบูรณาการกฎหมาย ตั้งหน่วยงานกลาง และออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม ไทยจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายด้านคาร์บอนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการกักเก็บคาร์บอนของภูมิภาคได้ในทศวรรษหน้า