thansettakij
ส.กทอ. จ่อเป็นนิติบุคคล ดันกองทุนฯปล่อยกู้-ร่วมลงทุนเพิ่มรายได้

ส.กทอ. จ่อเป็นนิติบุคคล ดันกองทุนฯปล่อยกู้-ร่วมลงทุนเพิ่มรายได้

18 ก.พ. 2569 | 00:11 น.

ส.กทอ. เตรียมเป็นนิติบุคคล ดันกองทุนฯปล่อยกู้-ร่วมลงทุนเพิ่มรายได้ หลังมีรายได้ 1,700-1,800 ล้านบาทต่อปี แต่อนุมัติเงินด้านอนุรักษ์พลังงานปีละ 5,000-9,000 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • ส.กทอ. อยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานและให้การดำเนินงานต่อเนื่องไม่หยุดชะงักจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
  • การเป็นนิติบุคคลจะเปิดทางให้กองทุนฯ สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการเข้าไปร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ
  • มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหารายได้กองทุนฯ ในระยะยาว เนื่องจากรายรับหลักจากการเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนโครงการด้านพลังงาน

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ส.กทอ. อยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนไปเป็นหน่วยงานนิติบุคคล เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับที่ปรึกษา โดยจะพยายามดำเนินการให้เสร็จภายในปี พ.ศ. 2570-2571 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อสมัยปี 2559 ได้มีมติอนุมัติให้กองทุนฯ แยกตัวออกมาจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) มาตั้งเป็นนิติบุคคลให้เสร็จภายในปี 2562 เพื่อลดปัญหาการแทรกแซงและความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน เนื่องจาก สนพ. เป็นหนึ่งในองค์กรที่ของบกองทุนฯ และยังเป็นกรรมการกองทุนฯ หากของบฯ และอนุมัติเองจะไม่เหมาะสม แต่จนถึงปัจจุบันยังดำเนินการไม่เรียบร้อย 

อีกทั้งตามขั้นตอนการใช้งบกองทุนฯ ปัจจุบันต้องผ่านการพิจารณาของ คณะกรรมการกองทุนฯ ทั้งหมด ซึ่งประธานจะมาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี โดยส่วนใหญ่จะมอบหมายให้รองนายกฯ มาดำรงตำแหน่ง ดังนั้นเมื่อเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การบริหารงานกองทุนฯ ชะงักไปด้วยทั้งหมด 

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับการเป็นนิติบุคคล จะพบว่า มีข้อดีคือคณะกรรมการกองทุนฯ หรือ บอร์ด จะมาจากตัวแทนหน่วยงานต่างๆ และจะประชุมเพื่ออนุมัติกรอบเท่านั้น เช่น กรอบวงเงิน กรอบการอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ผู้สมัครเสนอเข้ามา และกรอบการลงทุน เป็นต้น จากนั้นอนุกรรมการกองทุนฯ จะทำหน้าที่ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกรอบดังกล่าว ซึ่งทำให้การดำเนินงานต่อเนื่องไม่สะดุด 

นายรัฐฉัตร กล่าวอีกว่า บอร์ดยังสามารถกำหนดกรอบให้กองทุนฯ เข้าไปลงทุนเพื่อสร้างผลกำไรได้ เช่น การร่วมลงทุน หรือการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันเงินกองทุนมีเพียงกว่า 10,000 ล้านบาท และแต่ละปีมีการใช้เงินเพื่อสนับสนุนโครงการด้านพลังงานประมาณ 5,000-9,000 ล้านบาท ในอนาคตเงินกองทุนฯ อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากรายรับมีเพียงการเรียกเก็บเงินจากประชาชนผู้ใช้น้ำมัน 5 สตางค์ต่อลิตร หรือประมาณ 1,700-1,800 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น 

โดยการเรียกเก็บเงินจากประชาชนนั้น บอร์ดไม่มีอำนาจพิจารณาอัตราการเรียกเก็บจากประชาชนเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะพิจารณาตามขั้นตอนปกติ แต่กองทุนฯ สามารถนำเงินไปลงทุนสร้างรายได้เพิ่มได้ 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสำนักกองทุนฯ ให้เป็นนิติบุคคล อาจต้องใช้กระบวนการทางกฤษฎีกา ด้วยการจัดทำรายละเอียดโครงสร้างองค์กรนิติบุคคล เพื่อเสนอบอร์ดและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาต่อไป ซึ่งเห็นว่ารวดเร็วกว่าการแก้ไขกฎหมายที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และยังต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกด้วย   

“การเปลี่ยนองค์กรให้เป็นนิติบุคคลจะมีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น โดยสำนักงานฯ จะเร่งวางรายละเอียดโครงสร้างองค์กรนิติบุคคลเพื่อเสนอบอร์ดปัจจุบันพิจารณาต่อไป”