

KEY
POINTS
กระทรวงพลังงานแม้งบเพียง 2 พันล้าน แต่กำกับกองทุนหมื่นล้าน ราคาน้ำมัน ค่าไฟ และทิศทาง Net Zero 3 พรรคการเมืองวางตัวเต็งต่างกัน เดิมพันอำนาจเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
หลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ สมรภูมิการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระทรวงการคลัง หากอีกหนึ่ง “เก้าอี้เนื้อหอม” ที่ทุกพรรคการเมืองหมายตาคือ กระทรวงพลังงาน แม้งบประมาณประจำปีมีเพียงหลักกว่า 2,000 ล้านบาท แต่บทบาทที่แท้จริงกลับกุมกลไกเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ค่าไฟฟ้า การจัดหาไฟฟ้า ไปจนถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
กระทรวงนี้ยังดูแลกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานระดับหมื่นล้านบาท และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กลับมามีฐานะเป็นบวกอีกครั้งในรอบหลายปี พร้อมทั้งมีอิทธิพลเชิงนโยบายเหนือองค์กรกำกับอย่าง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าและความเชื่อมั่นของนักลงทุนพลังงาน
นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผลประโยชน์จากกระทรวงพลังงานเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดจึงเป็นหนึ่งในกระทรวงเนื้อหอมที่ทุกพรรคการเมืองต้องการเข้ามาบริหาร
สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า หากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลน่าจะมีการทาบทามนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่ต่อเนื่อง
นายอรรถพลมีจุดแข็งที่โดดเด่นในฐานะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่มองเกมยาว มีวิสัยทัศน์ด้านพลังงานและธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถวางกลยุทธ์ระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ลึกในองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ เติบโตจากภายในองค์กร ทำให้เข้าใจทั้งโครงสร้าง การเงิน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรขนาดใหญ่เป็นอย่างดี พร้อมขับเคลื่อนองค์กรที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก
ที่สำคัญคือความสมดุลระหว่างผลประกอบการและความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับ ESG, การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเติบโตอย่างรับผิดชอบ ไม่มองกำไรระยะสั้นเป็นหลัก แต่เน้นความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงมีภาพลักษณ์ของผู้บริหารที่รอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า และภาครัฐ พร้อมสามารถบริหารคนและองค์กรที่ซับซ้อนได้ดี
สำหรับผลงานช่วงที่เป็น รมว.พลังงาน ได้แก่ นโยบาย Quick Big Win เร่งลดค่าครองชีพประชาชน เช่น ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลงสูงสุด 1 บาทต่อลิตรภายในเดือนแรกของการทำงาน, การผลักดันพลังงานสะอาด ด้วยโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร และมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์, รวมถึงการวางแผนปรับแผน PDP ฉบับใหม่และขยับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น
ขณะที่พรรคประชาชน ปรากฏชื่อของ "เพียงพนอ บุญกล่ำ" เป็นตัวเต็งที่จะได้รับตำแหน่ง รมว.พลังงาน โดยพรรคประชาชนได้เปิดตัวเพียงพนอ อย่างเป็นทางการ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชนของพรรคโดยรับผิดชอบด้านการปฏิรูปภาครัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวสู่เส้นทางการเมืองครั้งแรกของเพียงพนอ โดยเจ้าตัวให้เหตุผลในการร่วมงานกับพรรคประชาชนว่า หลังจากทำงานมานาน 38 ปี จึงต้องการใช้พลังและประสบการณ์ทั้งหมดสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับประเทศ และมองว่าไทยพยายามปฏิรูปรัฐมานานแต่ไม่สำเร็จ เพราะขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ จึงต้องการนำความรู้ด้านกฎหมายธุรกิจและธรรมาภิบาลมาปรับใช้เพื่อยกระดับภาครัฐ
เพียงพนอ จบปริญญาตรีคณะนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายธุรกิจ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Master of Laws (LL.M.) จาก Columbia University School of Law ประเทศสหรัฐอเมริกา บทบาทที่สร้างชื่อเสียงให้มากที่สุดคือการดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจสายงานกฎหมาย (Chief Legal Officer) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในสายงานกฎหมายขององค์กร โดยมีหน้าที่ดูแลเรื่องธรรมาภิบาล กฎหมายระเบียบข้อบังคับ และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านกฎหมายในระดับกลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กรรมการ/หุ้นส่วนผู้บริหาร/ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส บริษัท วีระวงค์ ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด และยังเคยเป็นทนายความ/ทนายความหุ้นส่วน บริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด และทนายความ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็ดแคนซี จำกัด บทบาทด้านสังคมยังเคยได้รับเลือกให้เป็น นายกสมาคมนิสิตเก่าคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะเป็นที่ยอมรับในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
การทำงานของเพียงพนอ ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Corporate Governance (การกำกับดูแลกิจการที่ดี) และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักสากล รวมถึงการจัดการดีลทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนของกลุ่ม ปตท. ให้มีความรัดกุมและเป็นไปตามกฎหมาย
พรรคประชาชนถูกมองว่าการใช้กลยุทธ์ดึงตัวนักบริหารระดับสูงจาก ปตท. มาได้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มชนชั้นกลาง และภาคธุรกิจ ว่าพรรคมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งนี้มีการคาดการณ์กันว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลเพียงพนอ อาจได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีด้วย
สำหรับพรรคเพื่อไทย แหล่งข่าวที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ตำแหน่ง รมว.พลังงานของพรรคเพื่อไทยคงต้องรอการตัดสินใจว่าให้ใคร โดยในส่วนของนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีต รมว.พลังงานนั้น ถูกมองว่าไม่น่าจะถูกดึงเข้ามารับตำแหน่ง เพราะอายุมากแล้ว