thansettakij
แนวโน้มราคาน้ำมันปี 69 ถูกกว่าปี 68 หลังปริมาณล้นเกินความต้องการ

แนวโน้มราคาน้ำมันปี 69 ถูกกว่าปี 68 หลังปริมาณล้นเกินความต้องการ

25 ธ.ค. 2568 | 01:11 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ธ.ค. 2568 | 04:52 น.

กระทรวงพลังงานเผย แนวโน้มราคาน้ำมันปี 69 ถูกกว่าปี 68 หลังปริมาณล้นเกินความต้องการ ห่วงปัจจัยเสี่ยงด้านสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่มีข้อยุติ

KEY

POINTS

  • กระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันในปี 2569 จะปรับตัวลดลงจากปี 2568
  • สาเหตุหลักมาจากปริมาณการผลิตน้ำมันที่ล้นเกินความต้องการของตลาดโลก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าและการลงทุนใหม่ลดลง
  • การเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทางเลือกอื่นมีส่วนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงจากสงครามที่อาจทำให้ราคาสูงขึ้นได้

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นแนวโน้มราคาน้ำมันปี 69 โดยยืนยันชัดเจนว่า ราคาน่าจะต้องปรับตัวลดลงจากปี 68 แต่จะลงเท่าไหร่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน โดยมองว่าราคาค่อนข้างจะผันผวน เนื่องจากปริมาณน้ำมันล้นเกินความต้องการของตลาด

“ปริมาณความล้นเกินมาตากความต้องการน้ำมันอาจจะเท่าเดิมแต่การผลิตบางครั้งเมื่อผลิตแล้วจะต้องทำให้คุ้มค่า ดังนั้น จึงต้องเดินหน้าเครื่องเต็มที่ หรือผลิตเท่าเดิม โดยที่การใช้บางส่วนอาจเท่าเดิม หรือน้อยลง เพราะเศรษฐกิจไม่ดี การลงทุนก็น้อยลง การเจริญเติบโตน้อยลง ทำให้การใช้น้ำมันน้อยลงไม่ทันการผลิตที่อาจมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะบางครั้งต้องเร่งผลิตออกมาตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นก็จะเกิดการล้นตลาด ทำให้ราคาลดลง”

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจัยที่น่าเป็นห่วงเรื่องสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครนที่ยังไม่มีข้อยุติได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่ดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงเหตุการณ์ในเวเนซุเอร่ากับสหรัฐอเมริกาที่ยังตึงเครียด

แนวโน้มราคาน้ำมันปี 69 ถูกกว่าปี 68 หลังปริมาณล้นเกินความต้องการ

“ปัจจัยเสี่ยงจะมาจากสงครามเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นไม่น่ามีเพราะเศรษฐกิจไม่น่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (FED)ลดดอกเบี้ยล่าสุด ก็ไม่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นภายใน 1 ปี โดยมองว่าไม่เพียงพอทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องจนทำให้มาใช้น้ำมันมากขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจโลกปีหน้าอาจฟื้นแค่นิดเดียว ซึ่งไม่มีผลต่อการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ประเทศไทยการลงทุนใหม่ก็ไม่มี หรือเรียกว่ายังไม่เห็นสัญญาณการลงทุน และเดินหน้าผลิตอะไรใหม่ ส่วนจีนซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำมันมากที่สุดก็แทบไม่มีข่าวเลยว่าจะมีโครงการลงทุนใหม่ออกมา โดยส่วนหนึ่งมองว่าจีนเองก็มุ่งไปที่ยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (EV) รวมถึงยานยนต์บินได้ และเทคโนโลยีไฮโดรเจน ไม่ได้ระบุถึงฟอสซิล รถยนต์ที่ผลิตใหม่แทบไม่ใช้น้ำมันเลย

“แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ของไทยเองก็ไม่ได้ระบุถึงฟอสซิล มีแต่การใช้เทคโนโลยีอื่น ทำให้แนวโน้มการใช้น้ำมันลดลง เพียงแต่อาจจะมีปัญหาเรื่องของรถ EV ที่ไม่โตเท่าที่ต้องการเท่านั้น โดยเป็นเรื่องภายในของไทย เช่น เรื่องสถานีชาร์จอีวีมากกว่า“

สำหรับราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดการณ์ไว้น่าจะอยู่ระหว่างช่วง 60-70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรล แต่ล่าสุดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 60 เหรียญฯต่อบาเรล และอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ขณะที่น้ำมันเบนซินน่าจะอยู่ที่ประมาณ 70-80 เหรียญฯต่อบาเรล ส่วนดีเซลคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 75-85 เหรียญฯต่อบาเรล ส่วน LPG น่าจะอยู่ที่ประมาณ 400-500 เหรียญฯ

“ราคาดังกล่าวเป็นการคาดการณ์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยอาจจะมีการแกว่งตัว หรือผันผวนได้บ้าง แต่ก็เชื่อราคาน่าจะลดลงจากปี 68 หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะอุปทานล้นเกินจากความต้องการของตลาดมาก“