thansettakij
thansettakij
คลังเปิดแผนรีดภาษีอีวี 3 ขั้น นำเข้าทั้งคัน 35% ใช้โลคอลคอนเทนต์จริงใน 3 ปี

คลังเปิดแผนรีดภาษีอีวี 3 ขั้น บังคับใช้โลคอลคอนเทนต์ใน 3 ปี แลกภาษีต่ำสุด 10%

05 พ.ย. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 08:06 น.

คลังเปิดแผนรีดภาษีอีวี 3 ขั้น นำเข้าทั้งคัน 35% สร้างแรงจูงใจค่ายรถตั้งโรงงานในไทย ลุยบังคับใช้โลคอลคอนเทนต์จริงใน 3 ปี แลกสิทธิภาษีต่ำสุด 10%

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็น 3 อัตรา คือ 10% สำหรับรถที่ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศตามเกณฑ์, 15-20% สำหรับรถที่ผลิตในประเทศแต่ไม่เข้าเกณฑ์ และ 35% สำหรับรถนำเข้าทั้งคัน
  • ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะบังคับใช้เกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Made in Thailand" ซึ่งนับจากชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจริง เพื่อแลกกับสิทธิเสียภาษีในอัตราต่ำสุด 10%
  • รัฐบาลได้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถ EV ที่นำเข้าทั้งคันเป็น 35% เพื่อสร้างกำแพงภาษีและจูงใจให้ค่ายรถยนต์ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยมากขึ้น

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางและโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า กรมสรรพสามิตได้วางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าไว้เป็นลำดับขั้นเปรียบเสมือนบันได 3-4 ขั้นตั้งแต่เริ่มต้น

โดยบันไดขั้นแรกที่ดำเนินการผ่านไปแล้ว คือ มาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ EV 3.5 ซึ่งประสบความสำเร็จในการดึงดูดให้ประชาชนยอมรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการชักจูงค่ายรถยนต์รายใหญ่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยแล้วประมาณ 8 โรงงาน

อย่างไรก็ตาม ในบันไดขั้นที่ 2 พบว่า ที่ผ่านมาอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอยู่ที่ 10% ทำให้อาจมีผู้ประกอบการหรือโรงงานรายใหม่ เช่น โรงงานที่ 9, 10 และ 11 เลือกที่จะยอมจ่ายภาษี 10% เพื่อนำเข้ารถเข้ามาจำหน่ายและแข่งขันกับผู้ที่มีการลงทุนสร้างโรงงานในประเทศ แทนที่จะตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานการผลิต 

เคาะภาษีอีวี 35% นำเข้าทั้งคัน จูงใจสร้างโรงงานในไทย

“เมื่อพิจารณาแล้วว่าการดึงดูดโรงงานเริ่มอยู่ตัวที่ 8 โรงงาน เราจึงจำเป็นต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าไปเป็น 35% ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวัน 3 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อสร้างกำแพงภาษีให้เกิดความแตกต่างของต้นทุนอย่างชัดเจน"

ทั้งนี้ เมื่อคำนวณภาษีสรรพสามิตแบบรวมในอัตราภาษี 35% จะเทียบเท่ากับการเก็บภาษีสูงถึง 49% ของราคา ทำให้รถยนต์นำเข้าไม่สามารถสู้แต้มต่อด้านราคาได้ ส่งผลให้ค่ายรถยนต์จำเป็นต้องตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย

บริษัทที่ 9 เข้าพบ รมว.คลัง ตั้งโรงงานในไทย

นายลวรณ กล่าวว่า ภายหลัง ครม. เห็นชอบเพียงข้ามคืน ก็เริ่มมีค่ายรถยนต์รายที่ 9 บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เข้ามาขอพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือการตั้งโรงงานแล้ว ทั้งนี้ ยังมีรายที่ 10 ที่เตรียมเข้าเจรจากับกรมสรรพสามิตภายในสัปดาห์นี้ 

“ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นแผนงานของสรรพสามิตเองที่ต้องเดินหน้าตามสเต็ป ไม่ใช่การทำเพื่อเอาใจค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหรือเกิดจากแรงกดดันภายนอก”

อีก 3 ปี บังคับใช้โลคอลคอนเทนต์จริง

นายลวรณ ยังกล่าวอีกว่า ภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่บันไดขั้นที่ 3 อย่างแน่นอน ซึ่งกรมสรรพสามิตจะออกเกณฑ์บังคับใช้สัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ หรือ โลคอลคอนเทนต์ (Local Content) รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าเกณฑ์ "Made in Thailand" หรือ MIT โดยจะไม่ใช้เกณฑ์โลคอลคอนเทนต์เดิมของศุลกากรหรือตามข้อตกลง WTO ที่เปิดช่องให้นับกำไร 10-15% หรือค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ มารวมคำนวณจนได้สัดส่วนสูงถึง 20-40% โดยที่แทบไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจริง 

สำหรับเกณฑ์ใหม่จะเปลี่ยนวิธีคิด ไม่คำนวณจากต้นทุนทางบัญชีหรือการเงิน หากแต่จะใช้เกณฑ์ชิ้นส่วนเชิงประจักษ์ คือเมื่อรถยนต์คันหนึ่งมาจอด จะต้องสามารถชี้ชัดระบุได้เป็นชิ้นส่วนจริง เช่น เบาะ ประตู กระจก หรือยาง ว่าผลิตในประเทศไทย แม้สัดส่วนอาจกำหนดไว้ที่ 40% แต่ต้องเป็นการนับจากชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจริง ๆ เท่านั้น โดยให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 3 ปีในการวางแผนร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการจัดทำรายการชิ้นส่วน

เปิดแผนรีดภาษีอีวี 3 อัตรา

ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในอนาคตจะถูกปรับให้เหลือ 3 อัตราหลักอย่างชัดเจน ได้แก่ อัตราต่ำสุด สำหรับผู้ผลิตที่มีโรงงานในประเทศและสามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ MIT ที่กำหนด ซึ่งจะยังคงได้รับอัตราภาษี 10% อัตราตรงกลาง

สำหรับผู้ผลิตที่มีโรงงานตั้งอยู่ในไทย แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้ครบถ้วน อาจจะต้องเสียภาษีในอัตราประมาณ 15% หรือ 20% ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาพิจารณาอัตราที่เหมาะสม และอัตราสูงสุด คือ 35% สำหรับรถยนต์ที่นำเข้ามาทั้งคัน

นายลวรณ ย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มรายได้การจัดเก็บภาษีของรัฐบาล หากแต่มุ่งหวังผลลัพธ์ในการสร้างให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) อย่างแท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Tier 2 และ Tier 3 ในประเทศเติบโตควบคู่ไปกับค่ายรถยนต์ด้วย

นอกจากนี้ การดึงดูดให้ค่ายรถยนต์เข้ามาตั้งโรงงานและมีฐานการผลิตจริงในประเทศ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งในแง่ของบริการหลังการขายและการจัดหาอะไหล่ซ่อมบำรุง ซึ่งจะส่งผลให้ระบบการรับประกันภัยและเบี้ยประกันภัยของรถยนต์ไฟฟ้าปรับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในที่สุด