
‘เอกนิติ’ ชี้ปีงบ 69 ขาดดุลเหลือ 3.4% ลั่นรัฐบาลนี้ไม่ขยายเพดานหนี้เกิน 70%
‘เอกนิติ’ ชี้ปีงบ 69 ขาดดุลเหลือ 3.4% วางเป้า เหลือ 3% ภายใน 3 ปี ลั่นรัฐบาลนี้ไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% ชู BOI เครื่องมือดึงลงทุน
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณปี 2569 จะลดลงเหลือ 3.4% ของ GDP และตั้งเป้าให้ต่ำกว่า 3% ภายใน 3 ปีข้างหน้า
- รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ และจะควบคุมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 70% ของ GDP
- การรักษาวินัยการคลังส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 3 แห่ง ปรับมุมมองของไทยเป็น "มีเสถียรภาพ" (Stable Outlook)
- การจัดเก็บรายได้ปี 2569 เกินเป้าหมายจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้ และคาดว่าภาษีขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) จะสร้างรายได้ให้ประเทศราว 1 หมื่นล้านบาท
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตนยังคงยึดมั่นในหลักการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดและเปรียบเสมือนเป็นกองหลังที่เข้มแข็งของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการขาดดุลงบประมาณ ปีงบ 2569 ที่ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.4% ของ GDP ลงมาอยู่ที่ 3.4% ของ GDP
ทั้งนี้ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ปรับมุมมองต่อสถานะของรัฐบาลไทยจากแนวโน้มเชิงลบ (Negative Outlook) มาเป็น แนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) อีกทั้งยังช่วยให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 2% ต่ำกว่าหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาทิ สหรัฐอเมริกา สัดส่วนเกือบ 5%, อินโดนีเซีย เกือบ 8%, มาเลเซีย 4%, และสิงคโปร์ 2.5%
“เราวางเป้าหมายที่จะปรับลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 3 ปีข้างหน้า ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ และจะควบคุมไม่ให้เกินเพดาน 70 %ของ GDP โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 67-68% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในโลก”
ขึ้นภาษีรถอีวีนำเข้า สร้างความเป็นธรรมผู้ประกอบการ
นายเอกนิติ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ทำได้เกินเป้าหมายจากการนำระบบดิจิทัลมาช่วยขยายฐานภาษีและดึงธุรกิจนอกระบบเข้ามาในระบบอย่างเป็นธรรม สำหรับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์อีวีนำเข้า 35% นั้น เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน จ้างแรงงาน และพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ
ขณะที่มาตรการภาษีขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) 15% ตามกติกาภาษีสากล ก็คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศได้ราว 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ตัดสินใจชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องบริหารจัดการแบบชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย (Trade-off) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจ้างงานในภาพรวมก่อน
วางเป้าเศรษฐกิจไทยโตแบบตัว V
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะการฟื้นตัวในลักษณะ K-Shape ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่เติบโตได้ดีและกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส โดยการจัดประชุมร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วยดึงความสนใจของประชาคมโลกให้กลับมาจับจ้องที่ประเทศไทย
ทั้งนี้ ท่ามกลางบริบทโลกที่แตกขั้วอย่างรุนแรง (Fragmented World) ประเทศไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งเป็นตัวเชื่อมเชิงบวก (Plus Connector) และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน โดยเป้าหมายหลักในฐานะผู้กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจคือการเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจจากตัว K ให้กลายมาเป็นตัว V เพื่อดึงกลุ่มฐานรากหรือขาลงให้ยกระดับกลับขึ้นมาให้ได้
นายเอกนิติ กล่าวถึงกลยุทธ์การดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ว่า ได้ใช้กลไกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นเครื่องยนต์หลักในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเปลี่ยนเกณฑ์การวัดผลจากการดูเพียงมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม มาเป็นการวัดผลที่มูลค่าการลงทุนจริง การจ้างงานคนไทย และการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทุกโครงการที่เข้ามาลงทุนจะต้องมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอบรมทักษะแรงงานไทย
ไทย 1 ใน 4 ของโลกเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากผู้อำนวยการจัดการใหญ่ของ IMF ว่าเป็น 1 ใน 4 ของประเทศทั่วโลก ที่ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกด้าน AI โดยเฉพาะเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ที่ผู้ผลิตอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกเข้ามาตั้งฐานในไทย รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกที่ขยายฐานการผลิตในจังหวัดสระบุรีและพระนครศรีอยุธยา จ้างงานกว่า 30,000 ตำแหน่ง
“เราได้ทำความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มาตรการส่งเสริมการลงทุนสามารถสร้างงานทักษะใหม่ให้คนไทยได้แล้วกว่า 120,000 คน พร้อมดึงกลุ่มผู้ประกอบการ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก”







