
อนุทิน ปักหมุด ครม.สัญจร อุดรธานี ชู ‘วาระแห่งชาติเกษตรกรรม’
นายกฯ อนุทิน เตรียมยกทีมลุย ครม.สัญจร อุดรฯ ดันวาระแห่งชาติเกษตรกร เคาะหั่นภาษี E20-B20 ช่วยเกษตรกร ล็อกเครดิตเทอม 30 วัน หนุนโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลัง พร้อมแก้กฎหมายปลดล็อกบิ๊กทุนไฮเทค 1 แสนล้าน
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดอุดรธานีในสัปดาห์หน้า เพื่อผลักดัน "วาระแห่งชาติด้านการเกษตร"
- มีเป้าหมายเพื่อยกระดับภาคเกษตรให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร
- การเลือกจังหวัดอุดรธานีเนื่องจากเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อใช้เป็นเวทีกำหนดทิศทางนโยบายเกษตร
- รัฐบาลมุ่งหวังให้ผลประโยชน์จากการส่งออกสินค้าเกษตรส่งตรงถึงเกษตรกร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาหนี้สิน
31 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” วันนี้ ว่า รัฐบาลเตรียมนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตรไปหารือและวางนโยบายในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดอุดรธานีในสัปดาห์หน้า เนื่องจากอุดรธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรัฐบาลต้องการยกระดับภาคเกษตรให้เป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนด้านพลังงาน การลงทุน และเทคโนโลยี
นายอนุทิน กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะต่อไปจำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งพลังงาน การลงทุน เทคโนโลยี และเกษตร โดยการเลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร สะท้อนบทบาทของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรัฐบาลต้องการใช้เป็นเวทีกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเกษตรในระดับวาระแห่งชาติ
ทั้งนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลกนั้นเห็นว่าความมั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เนื่องจากไทยยังมีฐานการผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพในการส่งอาหารไปยังหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้กลับลงไปสู่ภาคเกษตรของประเทศ
นายอนุทิน กล่าวว่า หากไทยสามารถวางโครงสร้างให้ความมั่นคงทางอาหารเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต้องลงไปถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงตัวเลขการส่งออก ทั้งนี้รัฐบาลมองว่าการยกระดับภาคเกษตรต้องวัดผลจากความเป็นอยู่ของเกษตรกร มากกว่าการพิจารณาเพียงมูลค่าทางการค้าในภาพรวม
เร่งช่วยเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
สำหรับความหมายของคำว่า "เกษตรกรรวย" ในมุมของรัฐบาล มองว่า หมายถึงการที่เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ มีเงินออมตามฐานะ และไม่ต้องอยู่กับภาวะหนี้ครัวเรือนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้นจากการผลักดันภาคเกษตรเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ
"ในขณะที่คุณขายน้ำมันเรา แต่คุณผลิตอาหารได้สู้เราไม่ได้ ในความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น นึกถึงประเทศไทย เราเป็นประเทศที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งทางด้านอาหาร" นายอนุทินกล่าว
เดินหน้ามาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20
ส่วนของมาตรการที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตร รัฐบาลเดินหน้ามาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 เพื่อสร้างส่วนต่างราคาให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันชีวภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้เครื่องจักรและการขนส่งของเกษตรกร พร้อมกับเพิ่มความต้องการปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล
นายกฯ ยังระบุว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน เนื่องจากน้ำมัน 91 และ 95 ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากลดภาษีทั้งหมด รัฐจะต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นเงินที่ต้องนำไปใช้พัฒนาถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม การเยียวยาประชาชน และการจัดบริการสาธารณะด้านอื่น รัฐบาลจึงต้องเลือกมาตรการที่ช่วยประชาชนโดยไม่สร้างภาระการคลังเกินความจำเป็น
“ในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการเครดิตเทอม เพื่อให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ผู้ประกอบการได้เร็วขึ้น โดยกำหนดให้สินค้าเกษตรมีระยะเวลาเครดิตเทอมไม่เกิน 30 วัน ขณะที่สินค้าทั่วไปไม่เกิน 45 วัน มีเป้าหมายเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SME และลดแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น” นายกฯ ระบุ
เร่งโครงการโซลาร์ภาคประชาชน
ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น โครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยค่าไฟระยะสั้น โดยตั้งเป้าระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก
“ประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนทั้งแสงอาทิตย์ ลม ขยะ และวัสดุการเกษตร หากนำมาใช้มากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานโลก โดยประเทศไทยเราต้องเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการลดการพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันดิบ ฟอสซิลอย่างเดียว ถ้าเราสามารถพึ่งพาสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้มากที่สุด แสงอาทิตย์แดดส่องทุกวันอยู่แล้ว" นายอนุทินกล่าว
อย่างไรก็ตามหากครัวเรือนผลิตไฟฟ้าได้เอง จะช่วยลดค่าไฟที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินสามารถขายคืนให้การไฟฟ้าได้ กลายเป็นรายได้เพิ่มเติมของครัวเรือน พร้อมลดความจำเป็นที่ระบบไฟฟ้าต้องพึ่งกำลังผลิตใหม่ทั้งหมดจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในระดับครัวเรือนและต่อต้นทุนพลังงานของประเทศ
ยืนยันรักษาวินัยการคลัง
ขณะที่ด้านวินัยการคลัง นายอนุทิน ยอมรับว่า กรอบเงินกู้ตามพระราชกำหนด 200,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเบิกเงินทั้งหมดมาใช้ทันที โดยโครงการโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือนใช้วงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท หากมีผู้ใช้สิทธิน้อยกว่าเป้าหมาย เงินส่วนที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องเบิก และยังไม่เกิดภาระดอกเบี้ยจนกว่าจะมีการดึงเงินมาใช้จริง
“เงินกู้นี้เราจะใช้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้ ไม่ได้มีภาระ ดอกเบี้ยก็ไม่ต้องจ่าย จนกว่าจะเอาออกมาใช้ โดการบริหารวงเงินกู้จะเป็นไปตามความต้องการใช้จริง เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังเกินความจำเป็น” นายอนุทินกล่าว
เร่งสร้างฐานการเติบโตใหม่จากการลงทุน
นอกจากนี้รัฐบาลกำลังเร่งสร้างฐานการเติบโตใหม่จากการลงทุน โดยได้ใช้เวลาพบนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศโดยตรง เพื่อสอบถามถึงอุปสรรคที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนยากขึ้น ไม่ได้พบเพียงเพื่อรับฟังข้อเสนอ แต่ต้องการนำปัญหาจริงกลับมาแก้ไขร่วมกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบอุตสาหกรรมใหม่
ตัวอย่างกรณีนักลงทุนในจังหวัดปราจีนบุรีที่ติดข้อจำกัดการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสำหรับแรงงาน ทั้งในเรื่องความสูง จำนวนห้อง และขนาดพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะกลับไปตรวจสอบที่มาของกฎดังกล่าว หากเป็นข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและพื้นที่ ต้องหาทางปลดล็อกโดยไม่ละเลยข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน นักลงทุนในธุรกิจไฮเทคที่เข้าพบนายกรัฐมนตรีมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2030 โดยลงทุนไปแล้วราว 80,000 ล้านบาท นักลงทุนมองว่าจุดแข็งของไทยอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ แหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และบุคลากรที่พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
“คำหนึ่งที่เขาไม่พูดเลย คือแรงงานคุณถูก เขาพูดว่าเดี๋ยวนี้ระบบการศึกษา พื้นฐานการเข้าถึงเทคโนโลยี ความเข้าใจด้าน AI ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เยาวชนไทย นักศึกษาไทย อยู่ในมาตรฐานที่เขารับได้” นายกฯ ระบุ
ทั้งนี้จุดเปลี่ยนสำคัญคือไทยไม่ควรแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดึงการลงทุนที่นำซัพพลายเชน การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดความรู้ และการยกระดับทักษะเข้ามาด้วย โดยรัฐบาลจะคัดกรองสัดส่วนแรงงานต่างชาติ เพื่อให้การลงทุนใหม่สร้างงานแก่คนไทย และใช้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็น One Stop Service แก้ปัญหาให้ผู้ลงทุนภายใต้กรอบกฎหมาย







