
ผ่ามาตรการคุมราคาข้าวเปลือก 69/70 เตือนวินัยการคลัง ห่วงหนี้ ธ.ก.ส.พุ่ง
เจาะลึก มติครม. ไฟเขียว 5 มาตรการพยุงราคาข้าวเปลือกปี 69/70 วงเงิน 5.89 หมื่นล้าน คลังตั้งการ์ดสั่งคุมเข้มมาตรา 28 วินัยการเงินการคลัง เตือน ธ.ก.ส. แบกภาระหนี้อ่วม หวั่นกระทบเสถียรภาพสถาบันการเงิน
KEY
POINTS
- ครม. รับทราบ 5 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 69/70 วงเงินรวม 58,912 ล้านบาท เพื่อรองรับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด
- กระทรวงการคลังเตือนให้ดำเนินโครงการโดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง โดยพิจารณาความคุ้มค่าและผลประโยชน์ให้เป็นไปตามกฎหมาย
- คลังแสดงความกังวลต่อฐานะการเงินของ ธ.ก.ส. ที่ต้องสำรองจ่ายเงินในโครงการไปก่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของธนาคาร
- คลังเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ถอดบทเรียนจากโครงการในอดีต และกำหนดหลักเกณฑ์โครงการให้ชัดเจน โปร่งใส เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร
ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต รวมจำนวน 5 โครงการ กรอบวงเงิน 58,912.64 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท และวงเงินชดเชยจ่ายขาด 9,637.64 ล้านบาท เพื่อรองรับผลผลิตข้าวที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน และลดแรงกดดันต่อราคาข้าวเปลือก
พร้อมทั้งให้รับความเห็นของหน่วยงานดำเนินต่อไป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีความเห็นของกระทรวงการคลังที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับการใช้เงินดำเนินโครงการดังกล่าวในหลายประเด็น โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุรายละเอียดว่า ตามมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกฯ และมาตรการระยะยาวฯ ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) เป็นการดำเนินการใด ๆ ของรัฐที่มีผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ
ดังนั้น ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้คำนึงถึงประเด็นความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ เสถียรภาพและความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ ในการดำเนินการเพื่อขออนุมัติงบประมาณในลำดับถัดไปของโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ให้ดำเนินการให้เป็นไปตาม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดด้วย
เช็คถังเงินรองรับโครงการ
สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 ที่ กระทรวงพาณิชย์เสนอครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ มีรายละเอียดที่สอดคล้อง และเป็นไปตามผลการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีและความเห็นของกระทรวงการคลังตามหนังสือลับด่วนที่สุดลงวันที่ 8 ตุลาคม 2569
ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดกรอบอัตราภาระที่รัฐต้องรับชดเชย ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ อยู่ที่ไม่เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี คิดเป็นกรอบวงเงิน จำนวน 1,212,160 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 14 ตุลาคม 24569 มียอดคงค้าง จำนวน 1,040,547ล้านบาท และมีวงเงินคงเหลือ จำนวน 171,613 ล้านบาท
ถือว่า เพียงพอสำหรับอนุมัติโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ที่ต้องใช้วงเงินตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐฯ จำนวน 6,653.39 ล้านบาท และจำนวน 656.25 ล้านบาท ตามลำดับ
แต่เมื่อรวมโครงการดังกล่าวกับโครงการอื่นที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว จะส่งผลให้ยอดคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น จำนวน 1,049,999 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 27.72 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งยังคงไม่เกินกรอบที่กำหนดไว้
แนะพาณิชย์ดูผลการดำเนินโครงการในอดีตเป็นบทเรียน
ขณะที่การดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 เป็นโครงการที่มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปี ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำผลการดำเนินงานในอดีตและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในการดำเนินโครงการ
พร้อมทั้งติดตาม และตรวจสอบการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ หากสถานการณ์ราคาข้าวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นควรมีการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ขายข้าวในช่วงที่ราคาข้าวอยู่ในระดับสูงแทนการให้สินเชื่อเพื่อยึดเวลาการขายข้าวเปลือก เพื่อให้เกิดการใช้กลไกตลาดในการบริหารจัดการให้เป็นประโยชน์สูงสุด และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างแท้จริง
หวั่นกระทบฐานการเงิน ธ.ก.ส.
ขณะเดียวกันการมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการในลักษณะที่ใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. สำรองจ่าย และรัฐบาลรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการให้ ธ.ก.ส. ในภายหลังนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาภาระทางการคลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ธ.ก.ส.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสัดส่วนลูกหนี้รอการชดเชยต่อสินทรัพย์รวมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอาจกระทบต่อฐานะความมั่นคงทางการเงินของ ธ.ก.ส. ด้วย
ดังนั้น เพื่อไม่ให้การดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอฯ และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวฯ กระทบต่อฐานะความมั่นคงทางการเงินของ ธ.ก.ส. หากมีการมอบหมายให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอฯ และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวฯ ขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาดำเนินการชดเชยงบประมาณให้แก่ ธ.ก.ส. จากการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยคำนึงถึงประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวด้วย
ส่วนเงื่อนไขที่ ธ.ก.ส. กำหนดเพิ่มเติม สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอฯ และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวฯ ซึ่งขอให้นำค่าใช้จ่ายที่ถูกปรับลดจากที่ ธ.ก.ส. เสนอ เป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวชี้วัดทางการเงินที่เกี่ยวข้องตามบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อบวกกลับสำหรับคำนวณการจัดสรรกำไรสุทธินั้น หากมีกรณีดังกล่าวขอให้ ธ.ก.ส. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความจำเป็นตามเงื่อนไขดังกล่าวต่อไป
คุมเข้มโครงการดูดซับข้าวเปลือก
สำหรับกรณีโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาเพื่อครม. รับทราบนั้น มีข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวมีการดำเนินการโดยการจ่ายเงินเพื่อดูดขับข้าว จำนวน 560 บาทต่อตันข้าวเปลือก ซึ่งมีการจ่ายเป็นทอด ๆ ให้แก่องค์การคลังสินค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ผู้ประกอบการ และเกษตรกร
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีดำเนินโครงการให้ชัดเจนพร้อมกับแนวทางการกำกับดูแลและควบคุมขั้นตอนการดำเนินโครงการควรมีกระบวนการและขั้นตอนการตรวจสอบการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
เช็คข้อมูล 5 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก
สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอต่อครม.ครั้งนี้ ประกอบไปด้วย
1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงิน 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกเก็บข้าวไว้รอจำหน่ายในช่วงราคาที่เหมาะสม โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อตามประเภทข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 8,500 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน พร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวตามเงื่อนไขโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วม
2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินรวม 15,656.25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวบรวมข้าวเปลือกเป้าหมาย 1.5 ล้านตัน สำหรับจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยอีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสริมอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิต
3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก วงเงิน 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก
4.โครงการส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงหรือ “ข้าวประณีต ระยะที่ 2” วงเงิน 84 ล้านบาท สนับสนุนกลุ่มเกษตรกร 266 กลุ่ม กลุ่มละ 300,000 บาท เพื่อพัฒนาการผลิต การแปรรูป และช่องทางจำหน่าย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากข้าวคุณภาพสูง
5.โครงการดูดซับข้าวเปลือก วงเงิน 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยเสนอสนับสนุนการรับซื้อข้าวในราคานำตลาดตามเงื่อนไขโครงการ







