
ดร.พรายพล เปิดโจทย์ไทยเข้า OECD ปลดล็อกกฎระเบียบ ลดต้นทุนธุรกิจ
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ไทยเร่งปฏิรูประบบราชการ รับเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและต้นทุนแฝงภาคธุรกิจ หลังกรณีโรงแรมขนาดเล็กรอต่อใบอนุญาตเกือบ 10 เดือน สะท้อนช่องว่างระหว่างกฎหมายกับการปฏิบัติจริง
KEY
POINTS
- การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นโจทย์สำคัญในการปฏิรูประบบราชการ เพื่อลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและสร้างต้นทุนแฝงให้ภาคธุรกิจ
- ดร.พรายพล ชี้ว่ากฎระเบียบที่ซับซ้อนและล่าช้าเปรียบเสมือน "ภาษีล่องหน" ที่กระทบผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก
- ยกตัวอย่างปัญหาคอขวดในระบบราชการ เช่น กรณีการต่อใบอนุญาตโรงแรมที่ใช้เวลานานเกือบ 10 เดือน จากขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและการรอคอยที่ยาวนาน
- เสนอให้รัฐบาลวัดผลการปฏิรูปจาก "ระยะเวลาที่รอจริง" ของภาคธุรกิจ ไม่ใช่แค่จำนวนกฎหมายที่ออกมา และนำร่องลดขั้นตอนกับใบอนุญาตที่สำคัญ
การผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 ไม่ได้มีเพียงโจทย์ยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของการปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและเพิ่มต้นทุนให้ภาคเอกชน
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่า ไทยอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจประเมินทางเทคนิคจากคณะกรรมการ OECD จำนวน 25 คณะ ซึ่งให้ความสำคัญไม่เพียงกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ยังรวมถึงคุณภาพกฎระเบียบ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ
หลักการสำคัญของ OECD คือ กฎระเบียบต้องมีเหตุผลรองรับ ผ่านการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น ลดความซ้ำซ้อน และทบทวนว่ากฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่ยังจำเป็นหรือไม่
กฎระเบียบเป็นเหมือนภาษีล่องหน
ศ.ดร.พรายพลมองว่า ทุกขั้นตอนการยื่นเอกสาร การตรวจสอบ และการรออนุมัติ ล้วนสร้างต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Cost) ทั้งเวลา ค่าเดินทาง และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป เปรียบเสมือนภาษีที่มองไม่เห็น ซึ่งผู้ประกอบการต้องจ่ายจริง แม้เงินดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่คลังของรัฐ
ภาระนี้กระทบธุรกิจขนาดเล็กมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เพราะไม่มีบุคลากรเฉพาะด้านกฎหมายหรือการติดต่อราชการ การลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นจึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
ศ.ดร.พรายพล ยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงคือ โรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ซึ่งเริ่มดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ได้รับใบอนุญาตใหม่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ใช้เวลาเกือบ 10 เดือน และผ่านกระบวนการถึง 10 ขั้นตอน
ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสาร ตรวจสอบประวัติผู้จัดการผ่านสถานีตำรวจ และรอการตรวจสถานประกอบการจากทั้งอำเภอและจังหวัด โดยช่วงรอคิวตรวจจากจังหวัดเพียงขั้นตอนเดียวใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน
หลังตรวจสอบ ยังต้องแก้ไขข้อบกพร่อง เช่น เปลี่ยนถังดับเพลิง ติดตั้งไฟฉุกเฉินและสัญญาณเตือนภัย จัดทำประกันภัยบุคคลที่สาม และดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตแต่งตั้งผู้จัดการ ก่อนรับใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียม 5,800 บาท
จัดกลุ่มความยุ่งยาก 3 แบบ
แบบแรก ขอเอกสารที่รัฐมีอยู่แล้ว
เริ่มจากกรอกแบบคำขอต่ออายุ ให้ถ้อยคำและบันทึกเรื่องคุณสมบัติผู้ยื่นคำขอ แนบหนังสือแต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคล สำเนาโฉนดที่ดิน และตัวอย่างบัตรทะเบียนผู้พัก โฉนดที่ดินนั้นรัฐเป็นผู้ออกเอง และโรงแรมก็ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงเดิมมาตั้งแต่ได้ใบอนุญาตครั้งแรก ไม่ได้ย้ายไปไหน
แบบที่สอง ตรวจซ้ำหลายชั้น
ผู้จัดการโรงแรมต้องไปพิมพ์ลายนิ้วมือที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจประวัติ ตำรวจส่งเรื่องเข้าจังหวัด ผลตรวจส่งกลับมาที่อำเภอ จากนั้นอำเภอลงพื้นที่ตรวจโรงแรมรอบหนึ่ง แล้วจังหวัดจึงลงมาตรวจซ้ำอีกรอบ เอกสารเดินทางวนระหว่างโรงแรม สถานีตำรวจ อำเภอ และจังหวัด เหมือนลูกปิงปองที่ยังหาโต๊ะลงไม่ได้
แบบที่สาม คอยคิว
ถือเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุด หลังอำเภอตรวจเสร็จต้องรอจังหวัดนัดลงพื้นที่อีกราว 3–4 เดือน ระหว่างนั้นโรงแรมก็ทำได้อย่างเดียวคือการรอ
จึงเห็นได้ว่าแม้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยมีเหตุผลรองรับ แต่ปัญหาอยู่ที่ลำดับขั้นตอน การตรวจสอบซ้ำ และระยะเวลารอคอย
กฎหมายใหม่ต้องเปลี่ยนผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ
ที่ผ่านมา ไทยมีความพยายามลดภาระภาคธุรกิจ ทั้ง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 โครงการกิโยตินกฎหมาย และระบบ Biz Portal สำหรับยื่นขออนุญาตออนไลน์
ขณะเดียวกัน กฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการภาครัฐ พ.ศ. 2569 มีแนวทางลดการเรียกเอกสารที่รัฐมีอยู่แล้ว กำหนดกลไกให้ถือว่าได้รับอนุญาตในบางกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำ และอำนวยความสะดวกในการต่ออายุใบอนุญาตบางประเภท
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายใหม่เท่านั้น แต่อยู่ที่การบังคับใช้จริง โดยมีอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ วัฒนธรรมราชการที่เน้นตรวจสอบก่อนอนุญาต ข้อจำกัดด้านบุคลากรและระบบฐานข้อมูล
ความเสี่ยงที่หน่วยงานจะเพิ่มขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงการอนุมัติโดยปริยาย และช่องทางทุจริตที่อาจเกิดจากกระบวนการล่าช้าและไม่โปร่งใส
การเปลี่ยนไปใช้ระบบอนุญาตก่อนแล้วตรวจสอบภายหลังจึงต้องมีเจ้าหน้าที่เพียงพอ และกลไกติดตามที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ความรวดเร็วแลกมากับความปลอดภัยที่ลดลง
เสนอวัดผลจากเวลารอจริง
ศ.ดร.พรายพลเสนอว่า รัฐบาลควรวัดผลการปฏิรูปจากจำนวนวันที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องรอจริง ไม่ใช่จำนวนกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบหรือคู่มือที่จัดทำขึ้น พร้อมเลือกใบอนุญาตที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ใบอนุญาตโรงแรม มาทดลองลดขั้นตอนก่อน
นอกจากนี้ ควรเปิดให้ผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับการรับรองตรวจมาตรฐานความปลอดภัย โดยรัฐยังสามารถสุ่มตรวจและบังคับใช้กฎหมายได้ พร้อมเปิดเผยระยะเวลาการให้บริการของแต่ละหน่วยงานต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจติดตามประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้
สุดท้าย ศ.ดร.พรายพลย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องสำรวจความพร้อมของประเทศที่ไม่ใช่เพียงการวัดจากกฎหมายหรือกฎระเบียบที่มีเท่านั้น แต่ต้องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการสัมผัสได้จริง ทั้งขั้นตอนที่ลดลง ระยะเวลาที่สั้นลง และต้นทุนการทำธุรกิจที่ลดลง
หากไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การปฏิรูประบบราชการต้องเกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันที่เจ้าหน้าที่รับคำขอ ไม่ใช่เพียงวันที่กฎหมายประกาศใช้





