thansettakij
thansettakij
GC ร่วมทุน SCGC ดันผลิตโพลิโอเลฟินส์ติดท็อปเทนโลก ยกระดับปิโตรเคมี

GC ร่วมทุน SCGC ดันผลิตโพลิโอเลฟินส์ติดท็อปเทนโลก ยกระดับปิโตรเคมี

29 ต.ค. 69 | 06:53 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ต.ค. 69 | 07:03 น.

GC-SCGC วางแผนตั้งบริษัทร่วมทุน ถือหุ้น 56:44 รวมกำลังผลิตโอเลฟินส์ 7.1 ล้านตันต่อปี คาดสร้างประโยชน์ร่วม 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตั้งเป้าปิดดีลครึ่งหลังปี 2570

KEY

POINTS

  • GC และ SCGC ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในไทย ตั้งเป้าเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และเป็นผู้นำในอาเซียน
  • การร่วมทุนครั้งนี้มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุน โดยคาดว่าจะสร้างประโยชน์ทางธุรกิจ (Synergy) ร่วมกันได้ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • โครงสร้างการถือหุ้นกำหนดให้ GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% โดยคาดว่าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจ ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีส่วนเกินและความผันผวนของตลาดโลก

ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทร่วมทุนจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวม 7.1 ล้านตันต่อปี และเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ของโลกเมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดย GC จะถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44%

ทั้ง 2 บริษัทคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือ Synergy เพิ่มขึ้น 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และทยอยรับรู้ประโยชน์ได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น หน่วยงานกำกับดูแล และการดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

รวมฐานมาบตาพุด ลดต้นทุน–เพิ่มประสิทธิภาพ

GC ร่วมทุน SCGC ดันผลิตโพลิโอเลฟินส์ติดท็อปเทนโลก ยกระดับปิโตรเคมี

จุดสำคัญของการรวมธุรกิจครั้งนี้ คือฐานการผลิตของทั้ง 2 บริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เปิดโอกาสให้บริหารวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้มากขึ้น ทั้งระบบท่อส่งวัตถุดิบ สาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต

ทั้ง 2 บริษัทประเมินว่า Synergy จะมาจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน การเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และตลาด และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการผลิต

ผลที่คาดว่าจะได้รับคือความสามารถแข่งขันด้านต้นทุน การใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นในการรับมือวัฏจักรธุรกิจปิโตรเคมี รวมถึงเพิ่มศักยภาพทำกำไรและสร้างกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

ผสานวัตถุดิบยืดหยุ่นกับสินค้ามูลค่าสูง

GC จะนำจุดแข็งด้านการบริหารวัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG โพรเพน และอีเทน มาต่อยอดร่วมกับฐานธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งช่วยสนับสนุนความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบและการรับมือความผันผวนของตลาดพลังงาน

ขณะที่ SCGC มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าผ่านศูนย์นวัตกรรมครบวงจร i2P Center หรือ Ideas to Products เพื่อพัฒนาแนวคิดให้เป็นสินค้าที่สามารถออกสู่ตลาดได้จริง

การรวมความสามารถของทั้ง 2 ฝ่ายจึงมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และพัฒนาโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต เช่น ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง พร้อมใช้เครือข่ายตลาดทั่วโลกสนับสนุนการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะในอาเซียน

หนุนอุตสาหกรรมปลายน้ำ–ผู้ประกอบการไทย

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสำคัญของไทย ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านวิจัยและพัฒนาของทั้ง 2 บริษัท

เป้าหมายคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึง SME ให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และเพิ่มโอกาสแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

ด้านนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า ทั้งสององค์กรมีจุดแข็งที่แตกต่างและเกื้อหนุนกัน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

การรวมธุรกิจจึงจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรองรับการเติบโตระยะยาว แม้อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

GC ถือหุ้น 56% แลกหุ้นไม่ใช้เงินสด

สำหรับโครงสร้างธุรกรรม ทั้ง 2 บริษัทมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้น โดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด กำหนดให้ GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44%

ขอบเขตครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ธุรกิจใหม่สามารถบริหารทรัพยากรและสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ ภายใต้โครงสร้างกำกับดูแลที่สอดคล้องกับสัดส่วนถือหุ้น

รอผู้ถือหุ้นอนุมัติ ธ.ค. 69 คาดเสร็จครึ่งหลังปี 70

ทั้ง 2 บริษัทคาดว่าจะเสนอแผนต่อผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในเดือนธันวาคม 2569 จากนั้นดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับก่อน รวมถึงขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปรับโครงสร้างธุรกิจ

หากได้รับอนุมัติและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วง ครึ่งหลังของปี 2570 โดยทั้งสองบริษัทวางเป้าหมายให้การรวมธุรกิจช่วยยกระดับความสามารถแข่งขันของปิโตรเคมีไทย ทั้งด้านต้นทุน ผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงตลาดโลก