thansettakij
thansettakij
คลังเปิดสินเชื่อโซลาร์ประชาชน 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5% ผ่อน 7 ปี

คลังเปิดสินเชื่อโซลาร์ประชาชน 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5% ผ่อน 7 ปี

27 ต.ค. 69 | 09:45 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ต.ค. 69 | 09:59 น.

คลังเปิดเงื่อนไขสินเชื่อโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ผ่าน 3 แบงก์รัฐ ดอกเบี้ย 2.5%ต่อปี ผ่อน 7 ปี รัฐอุดหนุน 5 หมื่นบาท พร้อมผ่อนปรนไม่ตรวจเครดิตบูโร

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังร่วมกับ 3 ธนาคารรัฐ (ออมสิน, ธอส., ธ.ก.ส.) ออกสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2.5% ต่อปี และผ่อนชำระนาน 7 ปี
  • รัฐบาลสนับสนุนเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้ภาระหนี้กู้จริงของประชาชนจากแพ็กเกจมาตรฐาน 140,000 บาท เหลือเพียง 90,000 บาท
  • ผู้กู้ไม่ต้องถูกตรวจสอบเครดิตบูโร เนื่องจากใช้ระบบโซลาร์เซลล์เป็นหลักประกันในการกู้ยืม
  • ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถประหยัดค่าไฟและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน บนพื้นดิน และลอยน้ำ จำนวน 1 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ภายใต้การช่วยเหลือจากภาครัฐที่อุดหนุนเงินจำนวน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ผ่านการจัดชุดแพ็กเกจมาตรฐานราคา 140,000 บาท ซึ่งใช้อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากการไฟฟ้า 

ทั้งนี้ จะมีสถาบันการเงินของรัฐ เข้าร่วมปล่อยสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขเดียวกันทั้ง 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในอัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี 

รัฐช่วยลดหนี้เหลือ 9 หมื่นบาท ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนวันติดตั้ง

นายลวรณ กล่าวว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดของตนเองในวันแรกของการติดตั้ง โดยเมื่อระบบเริ่มดำเนินการ ธนาคารจะเบิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000 บาทเป็นรอบเดือนเพื่อนำไปลดยอดหนี้คงค้าง ทำให้ภาระหนี้กู้จริงของประชาชนลดลงเหลือเพียง 90,000 บาทเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ที่มีกำลังทรัพย์และเลือกชำระเงินสดเอง จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ติดตั้งตามราคาแพ็กเกจ และสามารถขอรับเงินอุดหนุน 50,000 บาทคืนตรงจากภาครัฐผ่านระบบพร้อมเพย์

ขายไฟคืนรัฐ 2.20 บาท/หน่วย มีรายได้เสริมเดือนละ 700

ส่วนในเชิงความคุ้มค่าของประชาชนนั้น ประเมินว่าโครงการนี้ เหมาะสำหรับบ้านเรือนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตั้งแต่ 3,500-4,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งหากมีค่าไฟฟ้าต่ำกว่าระดับนี้อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ตัวอย่างการคำนวณกรณีบ้านที่จ่ายค่าไฟฟ้าปกติเดือนละ 4,000 บาท เมื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวันคิดเป็นสัดส่วน 40% ช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 1,100-1,200 บาทต่อเดือน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

 

ขณะที่พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินอีก 60% สามารถขายคืนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าได้ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย คิดเป็นรายได้เสริมอีกกว่า 700 บาทต่อเดือน รวมประโยชน์จากการประหยัดค่าไฟและการขายไฟคืนอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน เมื่อนำไปหักลบกับค่างวดผ่อนชำระสินเชื่อธนาคารซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,100 บาทต่อเดือน จะทำให้ค่าไฟฟ้าสุทธิที่ประชาชนต้องจ่ายจริงลดลงเหลือเพียง 3,200-3,300 บาทต่อเดือน หรือประหยัดทันทีประมาณ 700 บาทต่อเดือนตลอดช่วงระยะเวลาการผ่อน 

ทั้งนี้ หลังจากผ่อนชำระครบกำหนด 7 ปีแล้ว ภาระผ่อนสินเชื่อจะหมดไป ทำให้เงินที่ประหยัดได้ทั้งหมดประมาณ 1,100 บาทต่อเดือน ตกเป็นประโยชน์ของครัวเรือนโดยตรงไปตลอดอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ที่เหลืออีกราว 13 ปี จากอายุการใช้งานเฉลี่ยรวม 20 ปี

ไม่เช็กเครดิตบูโร ใช้ระบบโซลาร์เซลล์เป็นหลักประกัน

ด้านการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินนั้น ผ่อนผันเงื่อนไขโดยไม่มีการตรวจสอบเครดิตบูโร เนื่องจากตัวระบบโซลาร์เซลล์ทำหน้าที่เป็นหลักประกันในตัวเอง และมีความเสี่ยงต่ำจากการที่การไฟฟ้าเป็นผู้จัดเก็บค่างวดผ่อนผ่านบิลค่าไฟฟ้า 

นอกจากนี้ ในระหว่างช่วงระยะเวลาการผ่อนชำระ 7 ปี ระบบยังได้รับการรับประกันจากธนาคาร พร้อมบริการดูแลทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้รักษาระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถการันตีตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและแสงแดดในแต่ละวัน 

1 มิเตอร์ต่อ 1 สิทธิ์ เปิดลงทะเบียน 27 ต.ค. ถึง 31 ม.ค.70

ขณะที่เกณฑ์สิทธิ์เข้าร่วมโครงการกำหนดไว้ที่ 1 สิทธิ์ต่อ 1 มิเตอร์ไฟฟ้า โดยพิจารณาจากชื่อผู้เป็นคู่สัญญาหรือเจ้าของมิเตอร์ของการไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งกรณีการซื้อขายบ้านมือสองจะต้องดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของมิเตอร์ให้ถูกต้องก่อน หากบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของมิเตอร์หลายแห่งสามารถลงทะเบียนได้หลายหลัง แต่จะได้รับสิทธิ์อุดหนุน 50,000 บาทจำกัดเพียง 1 มิเตอร์ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น โดยมีระบบข้อมูลกลางคอยตรวจสอบการซ้ำซ้อน

ส่วนกรอบเวลาการดำเนินงาน รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนผู้สนใจเริ่มลงทะเบียนแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมนี้ จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 โดยสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือเดินทางไปติดต่อ ณ จุดบริการแบบ One Stop Service ที่การไฟฟ้า ซึ่งจะมีสถาบันการเงินร่วมให้บริการในจุดเดียว 

ขั้นตอนหลังจากนั้น ทีมผู้ประกอบการ (Vendor) ที่ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้าประมาณ 400 ราย จะลงพื้นที่สำรวจความพร้อมเชิงเทคนิคของหน้างาน เช่น ความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคา และทิศทางการรับแสงแดด โดยกำหนดระยะเวลาสำรวจเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ก่อนจะสรุปยอดครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์เพื่อจัดทำวงเงินกู้จริงตามจำนวนบ้านที่ติดตั้งได้จริง 

ใช้เงินกู้กว่า 7 หมื่นล้านบาท รวมสมาร์ทมิเตอร์-ฝึกช่างติดตั้ง

สำหรับการเดินหน้าโครงการดังกล่าว ใช้ประมาณการงบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน รวมในแพ็กเกจนี้ไว้กว่า 70,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินอุดหนุนโซลาร์เซลล์ 50,000 ล้านบาท งบยกระดับระบบสมาร์ทมิเตอร์ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกแห่งละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมทั้งงบประมาณกู้ยืมอีก 1,000 ล้านบาท สำหรับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการจัดฝึกอบรมแรงงานผู้ว่างงานเพื่อผลิตช่างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ป้อนสู่ตลาด