thansettakij
thansettakij
รัฐบาลรับเงินช่วยเหลือให้เปล่าธนาคารโลก 115 ล้าน ลุยคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

รัฐบาลรับเงินช่วยเหลือให้เปล่าธนาคารโลก 115 ล้าน ลุยคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

27 ต.ค. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ต.ค. 69 | 09:21 น.

รัฐบาลเตรียมรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก 115.5 ล้านบาท เร่งเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท ครอบคลุม 9 จังหวัด มุ่งลดความเสี่ยงน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลได้รับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก (World Bank) วงเงินประมาณ 115.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย
  • เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อการศึกษา ออกแบบ และเตรียมความพร้อมของโครงการก่อนการก่อสร้างจริง เช่น การทบทวนแบบทางวิศวกรรม การศึกษาผลกระทบ และการเตรียมจัดซื้อจัดจ้าง
  • โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเงินที่ได้รับเป็นเงินให้เปล่าสำหรับขั้นเตรียมการเท่านั้น ไม่ใช่เงินกู้เพื่อการก่อสร้างทั้งโครงการ

27 ตุลาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติการรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) จากธนาคารโลก วงเงิน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 115.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการศึกษา ออกแบบ และเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินโครงการขนาดใหญ่ พร้อมกำหนดให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

9 แผนงานหลักครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด

นางสาวลลิดากล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย หรือโครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (แผน 2) เป็นหนึ่งใน 9 แผนงานหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 165,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก วงเงิน 40,860 ล้านบาท และโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย วงเงิน 124,140 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2570–2577

โครงการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการปรับปรุงคลองเดิมและการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อเพิ่มช่องทางระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทย ช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

สำหรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกจำนวน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะนำมาใช้สนับสนุนกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่จำเป็น อาทิ การทบทวนแบบทางวิศวกรรมและประมาณการค่าก่อสร้าง การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน การเตรียมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มเติม การทบทวนกรอบการเวนคืนที่ดิน ตลอดจนการจำลองสถานการณ์น้ำหลากและประสิทธิภาพของโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้การดำเนินโครงการมีข้อมูลที่รอบด้านและลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โครงการ โดยการเตรียมความพร้อมจะครอบคลุมการตรวจสอบจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ การสำรวจที่ดินและทรัพย์สิน การกำหนดค่าทดแทนที่ถูกต้องและเป็นธรรม การจัดทำแผนโยกย้ายประชาชน ตลอดจนการเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ประสานกับธนาคารโลกและกรมชลประทานในการเตรียมร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า โดยธนาคารโลกกำหนดให้ลงนามภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินกิจกรรมและเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากวันที่ลงนาม โดยจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย

ย้ำชัด เงินช่วยเหลือเป็นเงินให้เปล่า ไม่ใช่เงินกู้

นางสาวลลิดาเน้นย้ำว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเงินให้เปล่าสำหรับการเตรียมความพร้อมโครงการ ไม่ใช่เงินกู้เพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำทั้งโครงการ และไม่ถือเป็นข้อผูกพันว่าธนาคารโลกจะต้องให้เงินกู้สำหรับการก่อสร้างในอนาคต โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนสำหรับระยะต่อไปควบคู่กัน รวมถึงส่งเสริมการใช้สินค้าและวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทย

"รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการรับมือเมื่อเกิดอุทกภัยเท่านั้น แต่ต้องเตรียมระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับธนาคารโลกในครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเตรียมโครงการ ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน และการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่สามารถเดินหน้าได้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง" นางสาวลลิดากล่าว