
ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน เจอตอไปต่อยาก นายกฯ เลื่อนชงบอร์ด EEC รอสรุปรอบหน้า
บอร์ด EEC เลื่อนหารือ "ไฮสปีดเทรนสามสนามบิน" ยกไปประชุมครั้งหน้า "ดร.จุฬา" ชี้โครงการเดิมอาจไปต่อยาก ไม่คุ้มการเงิน แบงก์เมินปล่อยกู้ แต่ต้องรอข้อสรุป รฟท. ก่อน พร้อมกางแผนสำรอง อาจหั่นสปีดเหลือ 160 กม./ชม. ลากรางเชื่อมระยอง-อู่ตะเภา
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีสั่งเลื่อนการพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในที่ประชุมบอร์ด EEC เพื่อรอสรุปรายละเอียดในการประชุมครั้งถัดไป
- โครงการเดิมถูกมองว่าไปต่อได้ยากเนื่องจากล่าช้ากว่า 6 ปีและไม่คุ้มค่าทางการเงิน ทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ
- สถานะโครงการยังติดขัดจากข้อพิพาทเรื่องสัญญาระหว่างการรถไฟฯ และเอกชนคู่สัญญา (กลุ่มซีพี) ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติและต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท
- มีการพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ปรับลดความเร็วของรถไฟ หรือเปลี่ยนรูปแบบโครงการใหม่ แต่จะทำได้ต่อเมื่อสัญญากับเอกชนรายเดิมสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น
26 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานครั้งแรก ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง- สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) หรือ “ไฮสปีดเทรน” มูลค่า 224,544 ล้านบาท
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีให้มอบหมายให้ EECO เตรียมรายละเอียดมาหารือในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2569 นี้ เนื่องจากบางประเด็นมีผลต่อกฎหมาย ซึ่งเบื้องต้นมองว่า โครงการเดิมที่ล่าช้ากว่า 6 ปีอาจไปต่อได้ยากเพราะไม่คุ้มค่าทางการเงิน แต่ต้องรอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะเจ้าของโครงการสรุปรายละเอียดเข้ามาก่อนว่าจะเดินหน้าอย่างไร
ทั้งนี้ยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปถึงการดำเนินโครงการดังกล่าว เพราะต้องรอความชัดเจนจาก รฟท. อีกครั้ง เช่นเดียวกับการตัดสินใจว่าจะปรับรูปแบบโครงการเป็นรถไฟทางคู่หรือรูปแบบอื่นเข้ามาแทน เนื่องจากสัญญายังมีผลบังคับ ทุกฝ่ายยังต้องปฏิบัติตามสัญญา แม้ทางบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรฟท. จะแจ้งขอสิ้นสุดสัญญามาแล้ว แต่ รฟท. ยังไม่ยอมรับว่าเป็นการใช้สิทธิ์ที่ถูกต้อง
ดังนั้นในขั้นตอน ณ ปัจจุบัน จึงต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท และเจรจาตามขั้นตอนของสัญญาก่อน ส่วนจะทำโครงการในรูปแบบใหม่หรือไม่นั้น จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อสัญญาฉบับนี้สิ้นสุดลงเท่านั้น
ขณะที่ยอดหนี้หลักหมื่นล้านบาทที่เป็นข่าว ยืนยันว่าเป็นค่าใช้สิทธิ์ในโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่ค้างอยู่ตั้งแต่ก่อนการลงนามสัญญา โดย รฟท. จำเป็นต้องติดตามหนี้เพราะเกรงว่าคดีจะหมดอายุความ ส่วนประเด็นการแก้ไขสัญญา อัยการได้แจ้งว่าสามารถแก้ไขได้และตรวจสัญญามาให้แล้ว แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันเกิดคำถามว่าการแก้ไขสัญญายังเหมาะสมหรือไม่ เพราะแม้จะแก้ไขแล้ว โครงการก็ยังเดินต่อไม่ได้เมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้
“ส่วนตัวมองว่า โครงการเดิมคงไปต่อได้ยาก เพราะโครงการอาจไม่คุ้มค่าทางการเงิน เมื่อโครงการไม่คุ้มค่า สิ่งที่ต้องทำคือทำให้โครงการหยุด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยโครงการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐทำเอง หรือทำเป็น PPP ในรูปแบบใหม่ที่เปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งเดิมเอกชนระบุว่าหาธนาคารปล่อยกู้ไม่ได้ ซึ่งตอนแรกมองว่าเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือทางการเงินของเอกชน แต่สถานการณ์ปัจจุบันพบว่าไม่ใช่เรื่องความสามารถในการชำระหนี้ แต่ธนาคารมองว่าโครงการไม่คุ้มค่า และอาจไม่มั่นใจว่าจะมีรายได้มาชำระหนี้ได้” ดร.จุฬา กล่าว
ดร.จุฬา กล่าวว่า โครงการล่าช้าจากแผนเดิมมาแล้วประมาณ 6 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถึงขั้นปิดฉากโครงการ เพราะสัญญายังไม่ได้บอกเลิกอย่างเป็นทางการ ดังนั้นหากจะยุติโครงการได้ก็ต้องผ่านมติของ กพอ. ก่อน เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอน แต่โจทย์สำคัญที่ต้องมีคำตอบชัดเจนคือ รถไฟจะมีหรือไม่ และหากมีจะมีหน้าตาอย่างไร ซึ่งในส่วนของสำนักงานยืนยันว่ารถไฟต้องมีและเชื่อมต่อไปถึงอู่ตะเภาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามหากจัดทำรูปแบบโครงการใหม่ ต้องพิจารณาด้านเทคนิคและราคา ซึ่งเชื่อว่า รฟท. ได้มองไว้คร่าว ๆ แล้ว โดยหนึ่งในทางเลือกคืออาจปรับลดความเร็วจาก 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และนำเงินในอนาคตมาเร่งทำโครงข่ายระบบรางเป็นรถไฟไฟฟ้าวิ่งต่อเนื่องจากระยอง อู่ตะเภา เข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งจะไม่ได้ใช้เฉพาะสนามบิน แต่รองรับการเติบโตของพื้นที่ EEC ทั้งหมด จึงคุ้มค่าและสมเหตุสมผลมากกว่า
ส่วนประเด็นการยึดหลักประกันสัญญาของกลุ่มซีพี ดร.จุฬา ระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้ ซึ่งมีหลายยอด ขณะที่แผนสำรองหากสัญญาไม่สามารถปรับแก้ได้ จะต้องให้กระบวนการทางศาลเป็นผู้ชี้ขาด
"หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องให้กระบวนการทางศาลเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องสิทธิการเลิกสัญญาและค่าเสียหาย เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง รัฐก็สามารถนำโครงการไปดำเนินการใหม่ได้ทันที ปัจจุบันเปรียบเหมือนยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน หากไปหาคนใหม่ก็อาจถูกมองว่านอกใจ ทั้งนี้ รฟท. ต้องเป็นผู้เสนอเรื่องเข้ามาให้สำนักงานจัดทำวาระ โดยสำนักงานสามารถให้ความเห็นในเชิงทางเลือกได้ว่ารูปแบบใหม่ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้" ดร.จุฬา กล่าว
ขณะที่การดำเนินโครงการสนามบินอู่ตะเภา มองว่า การปรับลดขนาดอาคารผู้โดยสารจะต้องเสนอเข้ามาอีกครั้ง เนื่องจากการก่อสร้างทางวิ่ง หรือรันเวย์ เริ่มการก่อสร้างไปแล้วและคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 4 ปีข้างหน้า ดังนั้นอาคารผู้โดยสารจึงต้องเสร็จพร้อมกัน
“ปัจจุบันเจรจาเริ่มต้นที่ขนาดรองรับ 3 ล้านคน เทียบเท่าสนามบินเชียงราย และจะขยายเมื่อผู้โดยสารถึง 80% ขณะที่ปัจจุบันมีผู้โดยสารเพียงหลักแสนคน จากเดิมก่อนโควิด-19 ที่เคยมีปีละ 1 ล้านคน โดยเป้าหมายปลายทางรองรับ 60 ล้านคนยังไม่เปลี่ยนแปลง”
ดร.จุฬา กล่าวว่า ขณะนี้กำลังผลักดันให้เอกชนเข้าไปร่วมบริหารสนามบินอู่ตะเภากับกองทัพเรือตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อทำการตลาดและดึงเที่ยวบินเข้ามาล่วงหน้า และให้เอกชนนำเงินส่วนใหญ่ไปพัฒนาเมืองการบิน
ไฟเขียวเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่ง
พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่งในพื้นที่ EEC ดังนี้
1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร
2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร การบินและโลจิสติกส์ และดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG)
3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์ ดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร
4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา
4 เขตส่งเสริมใหม่ วงเงินลงทุน 25,664 ล้าน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า เมื่อรวมประมาณการเงินลงทุนเบื้องต้นของทั้ง 4 โครงการ อยู่ที่ประมาณ 25,664 ล้านบาท โดยโครงการใหญ่สุดคือ อีเทค สมาร์ท พาร์ค อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี พื้นที่กว่า 610 ไร่ เงินลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท รองรับยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร
เมื่อพัฒนาเต็มรูปแบบ อีเทค สมาร์ท พาร์ค มีศักยภาพสร้างงานประมาณ 3,500-5,500 ตำแหน่ง ขณะที่นิว ฮอไรซัน ซิตี้ อ.ศรีราชา มีเงินลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท และคาดเกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 ตำแหน่ง พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและเศรษฐกิจสีเขียว
ส่วนเขตพนัสนิคม จ.ชลบุรี มีเงินลงทุนเบื้องต้น 1,669 ล้านบาท รองรับ 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรชีวภาพ อาหาร หุ่นยนต์ ดิจิทัล โลจิสติกส์ และสุขภาพ โดยคาดว่าจะสร้างงานในพื้นที่ถึง 7,750 ตำแหน่ง
ขณะที่เขตยานยนต์สมัยใหม่ ปลวกแดง จ.ระยอง มีพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ เงินลงทุนเบื้องต้น 245 ล้านบาท เน้นยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่และยกระดับทักษะแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
อย่างไรก็ตาม การเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่มาพร้อมข้อสังเกตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค ความเสี่ยงน้ำท่วม และระบบระบายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่จะรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องมีระบบป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง
ดร.จุฬา ระบุต่อที่ประชุมว่า หลักเกณฑ์เขตส่งเสริมฯ ถูกออกแบบให้มีมาตรฐานเทียบเท่านิคมอุตสาหกรรม และบางเงื่อนไขเข้มกว่า เช่น กำหนดให้นำน้ำกลับมารีไซเคิลอย่างน้อย 25% พร้อมมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และติดตามการปฏิบัติตามเงื่อนไขภายหลังการจัดตั้ง







