
ผ่ายุทธศาสตร์ Data Center ขับเคลื่อน Intelligent Economy เร่งปลดล็อกกฎระเบียบ
เอกชนชี้ทิศทางลงทุน Data Center ไทย ด้าน EEC เร่งวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งไฟฟ้า น้ำ และผังเมือง ขณะที่ ปตท. เตรียมรองรับความต้องการพลังงานสูง 300-800 เมกะวัตต์ ชี้โจทย์สำคัญอยู่ที่กฎระเบียบ บุคลากร
KEY
POINTS
- ภาครัฐ โดย EEC วางยุทธศาสตร์รองรับ Data Center ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Intelligent Economy ผ่านการจัดทำผังเมือง เตรียมโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบ
- ปตท. เตรียมความพร้อมด้านพลังงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรม Data Center ที่ใช้พลังงานสูง โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีแผนนำความเย็นจาก LNG มาใช้ประโยชน์
- ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คือการเร่งปลดล็อก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ, การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน
20 ตุลาคม 2569 Nation Group ได้จัดงาน Nation Forum 2027 หัวข้อ DATA CENTER โดยมี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย EEC ,นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด และอภิวัฒน์ เดชวรสิทธิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่วางแผนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดในหัวข้อ THE INFRASTRUCTURE FOR THE INTELLIGENCE ECONOMY
บทบาทภาคเอกชน-นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย EEC เปิดเผยว่า Intelligent Economy จะมี Data Center เป็นฐานข้อมูลสำคัญ โดยมองภาพในช่วง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเติบโตจากการนำเอาภาคบริการที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ด้านการแพทย์ การบริการสาธารณสุข และการดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาในประเทศ
สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้มองแค่การผลิตเท่านั้น แต่มองทั้ง Ecosystem รวมถึงระบบไฟฟ้า น้ำ คมนาคม และการสื่อสาร โดย EEC ดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก
- การปรับผังเมือง (Zoning) กำหนดพื้นที่ชัดเจนสำหรับ Digital และ Data Center เพื่อให้อยู่ใกล้โครงข่ายพลังงานและสายไฟใต้ดิน ไม่กระทบพื้นที่อื่น
- โครงสร้างพื้นฐาน จัดเตรียมสาธารณูปโภคให้ตรงกับความต้องการของแต่ละประเภทอุตสาหกรรม เพื่อให้การลงทุนแม่นยำยิ่งขึ้น
- การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ ปรับปรุงกติกาและอำนวยความสะดวกให้การเริ่มต้นธุรกิจทำได้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์
ด้านนางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะเป็นแนวทางธุรกิจใหม่ของบริษัท โดยอาศัยประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรมในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
สำหรับโครงการที่กำลังพัฒนาในปัจจุบันมีขนาดประมาณ 1,200 ไร่ โดยวาง Master Plan ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ประกอบด้วยพื้นที่ Industrial Park และ Hybrid Factory พร้อมเช่า โซน Commercial และ Community Center ใจกลางโครงการ และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับโลก อาทิ High-tech Advance Manufacturing Data Center Electronics ที่ให้ความสำคัญกับ ESG สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
นายอภิวัฒน์ เดชวรสิทธิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่วางแผนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของ ปตท. คือการรักษามาตรฐานและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แม้ประเทศไทยจะมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในประเทศส่วนหนึ่ง แต่ยังคงต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) เพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่สูงขึ้น และเพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง
ทั้งนี้ ปตท. มีความพร้อมในการวางแผนรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น Data Center ขนาด 300 MW ถึง 800 MW โดยก๊าซธรรมชาติจะทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่านที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปริมาณพลังงานของประเทศ
"การจัดหาและนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงด้านราคาและปริมาณไปพร้อมกัน"
เสน่ห์-จุดเด่นของไทยดึงลงทุนด้าน Intelligent Economy
นางสาวกมลกาญจน์ ระบุว่า จุดแข็งของไทยคือการมี Ecosystem และระบบซัพพลายเชนเดิมที่เข้มแข็ง บุคลากรไทยมีความพร้อมในการต่อยอด เทคโนโลยี Semi-conductor, Electronics และ Automotive มีนโยบายการสนับสนุนที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
"ความเซ็กซี่ของไทยคือ Ecosystem และซัพพลายเชนเดิมที่เรามีเข้มแข็งอยู่แล้ว เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามา เขาสามารถต่อยอดได้เร็วและมี Access เข้าถึงพาร์ตเนอร์ได้ทันที
ด้านนายอภิวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการนำเทคโนโลยีความเย็นจากก๊าซธรรมชาติมาช่วยในระบบหล่อเย็นของอุตสาหกรรม โดยในกระบวนการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะมีความเย็นติดมาด้วย ซึ่ง ปตท. ได้นำพลังงานความเย็นดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ เช่น การปลูกพืชเมืองหนาว และการนำมาใช้ในระบบหล่อเย็นสำหรับ Data Center หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มาตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง Terminal ผ่านโครงการ Sandbox
การบริหารจัดการผังเมืองและทรัพยากรน้ำใน EEC
ดร.จุฬา กล่าวว่า การบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติ
- ไข่แดง ตัวอุตสาหกรรมหรือโรงงานหลัก
- ไข่ขาว ซัพพลายเชนและ Ecosystem โดยรอบ
- ชุมชนรอบข้าง การดูแลประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน
สำหรับ ผังเมือง EEC ปัจจุบันอยู่ในแผนพัฒนา 5 ปี (ปี 2566–2570) ส่วนเรื่อง การบริหารจัดการน้ำได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินและจัดหาแหล่งน้ำสำรอง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมนำน้ำเสียรีไซเคิลจากชุมชนมาผ่านกระบวนการบำบัดเพื่อส่งจ่ายให้ Data Center โดยเฉพาะ ขณะนี้เริ่มเซ็นสัญญาแล้ว 2 โครงการ ช่วยลดต้นทุนให้นักลงทุนและไม่ไปแย่งใช้น้ำประปาของประชาชน
ด้านนางสาวกมลกาญจน์ กล่าวว่า Frasers ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลายฝ่าย เช่น ปตท. (ลากท่อก๊าซ), AIS (โครงข่าย 4G/5G และ Fiber Optic), การประปานครหลวง (กปน.) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ที่เดินสายไฟระบบ 115kV และ 24kV เข้าโครงการ
นอกจากนี้ยังเน้นระบบไฟฟ้าแบบ Dual Source เพื่อความเสถียรสูงสุดสำหรับอุตสาหกรรม High-tech พร้อมทั้งจัดให้มีพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการทำงานและการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ของบุคลากรคุณภาพ
นายอภิวัฒน์ เปิดเผยว่า ปตท. มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่าน 3 แนวทางหลัก
- ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตเดิม
- เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน
- ศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS / CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage) เพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทย
"ปตท. มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยศึกษาโครงการ CCS (Carbon Capture and Storage) ดักจับ CO2 แล้วส่งเข้าไปกักเก็บในอ่าวไทยหรือหลุมก๊าซธรรมชาติที่สุ่มเสี่ยง เพื่อรองรับเทคโนโลยีและข้อกำหนดคาร์บอนของโลก"
สรุปคอขวดและสิ่งที่ต้องเร่งปลดล็อก
นางสาวกมลกาญจน์ เน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องเร่งปลดล็อกคือ การพัฒนาบุคลากร โดยต้องเร่ง Up-skill และ Re-skill บุคลากรในประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมไฮเทค
ด้านนายอภิวัฒน์ เสนอให้เร่งสร้างความชัดเจนของโครงสร้างราคาพลังงาน นโยบาย และพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ดร.จุฬา ระบุว่า หัวใจสำคัญที่สุดคือการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ (Regulation) ให้มีความยืดหยุ่น ทันต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ Policy Maker, Regulator และ Operator สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว





