
“ศุภชัย พานิชภักดิ์” เตือนระเบียบโลกป่วน จับตาฟองสบู่ AI แตก ทุบเศรษฐกิจ
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ประเมินโลกเข้าสู่ยุคภูมิเศรษฐศาสตร์เต็มตัว ระเบียบโลกป่วน การเมืองการค้าโลกขาดทิศทางชัดเจน จับตาลงทุนด้าน AI ที่สูงมากอาจนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ในอนาคต
KEY
POINTS
- ศ.พิเศษ ดร.ศุภชัย ชี้ว่าระเบียบโลกอยู่ในภาวะปั่นป่วน (Global Disorder) จากการที่สหรัฐฯ ใช้แนวทางเจรจาการค้าแบบตัวต่อตัว (Transactional) แทนระบบพหุภาคีเดิม
- เตือนให้จับตาการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่อาจนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ได้ในอนาคต
- หากฟองสบู่ AI แตก จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่พยุงเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการ UNCTAD เปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ระเบียบโลกใหม่ยังอยู่ในภาวะ Global Disorder เพราะสหรัฐฯ ใช้แนวทาง Transactional เน้นเจรจาตัวต่อตัวผ่านเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ทั้งภาษีและการจำกัดการค้า ส่งผลให้การเมืองและการค้าโลกขาดทิศทางชัดเจน ขณะที่การลงทุนด้าน AI ที่สูงมากอาจนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ในอนาคต
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ระบบพหุภาคียังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับแนวทางของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนระบบเดิมให้เป็นการเจรจาเฉพาะรายและทำข้อตกลงรายประเทศ เช่น ภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Trade) ที่สหรัฐใช้อยู่ในขณะนี้
“ในระบบเดิมการตอบแทนมีกฎระเบียบโลกกำหนดกรอบ ครอบคลุมสมาชิกกว่า 160 ประเทศภายใต้หลักการ Most Favoured Nation ที่ทุกประเทศได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ซึ่งกำลังเลือนหายไปเมื่อโลกเข้าสู่ยุค transactional ซึ่งคิดว่านี่เป็นลักษณะของโลกหลายขั้วอำนาจ” ดร.ศุภชัย ระบุ
จับตาภูมิเศรษฐศาสตร์
ประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ถูกยกขึ้นหารือมากขึ้นในสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ จุดเริ่มต้นสำคัญคือภาษี Liberation Day ของทรัมป์ ต่อมาประเด็นขยับจากภาษีไปสู่การจำกัดการค้าด้านเทคโนโลยี ซึ่งรุนแรงขึ้นเพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
“ตอนนี้ใครที่คิดค้นชิปได้ดีที่สุด เร็วที่สุด และผลิตได้มากที่สุด จะเป็นผู้กำหนดทิศทางอำนาจโลกทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ การเปิดให้ส่งชิปของ Nvidia ไปจีนได้แลกกับเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเป็นลักษณะ transactional เช่นกัน” ดร.ศุภชัย กล่าว
พลังงานเป็นอีกเครื่องมือ โดยอิหร่านใช้นํ้ามันและช่องแคบฮอร์มุซต่อสู้กับสหรัฐฯ ส่วนจีนหยิบแร่หายากมาใช้ต่อรอง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการค้าโลกอาจไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดไว้ เพราะการค้าโลกปีนี้ยังขยายตัว 3% และภาษีที่เก็บจริงเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 2-3% เพราะมีการเจรจาและสินค้าหลายรายการได้รับการยกเว้น บางประเทศยอมทำตามเงื่อนไขสหรัฐฯ เช่น อินเดียที่ถูกขู่ภาษี 50% หันไปซื้อนํ้ามันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากรัสเซีย ทำให้สหรัฐฯ ลดภาษีลง
จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ
ดร.ศุภชัย ระบุว่า ภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บคือการเก็บภาษีจากคนอเมริกันเอง ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ขณะที่เงินเฟ้อในเอเชียไม่สูง ปัจจัยที่พยุงเศรษฐกิจโลกคือการลงทุนมหาศาลด้าน AI คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เติบโตแรงจนผู้คนมีกำลังซื้อแม้เงินเฟ้อสูงขึ้น
“สัดส่วนการค้าของสหรัฐฯ ในโลกจะลดลงเรื่อย ๆ เพราะประเทศอื่นกระจายแหล่งการค้ามากขึ้น ยุโรปค้ากับเอเชียมากขึ้น จีนค้ากับอาเซียนและ Global South เพิ่มขึ้น ขณะที่การค้าของ Global South ขยายจนมีสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของการค้าโลก” ดร.ศุภชัย ระบุ
การค้ายังไม่ชะลอตัว
สำหรับไทย การค้าไม่ได้ชะลอตัวและเร่งขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้วต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ แต่ต้องระวังการเบี่ยงเบนการค้าที่เป็นเพียงการย้ายฐานมาผลิต ควรเป็นการไต่ขึ้นห่วงโซ่อุปทานที่สูงขึ้น เพราะเมื่อการส่งออกของไทยโตพร้อมการนำเข้าจากจีนที่โตมาก ย่อมเกิดข้อสงสัยว่ามีการนำชิ้นส่วนจากจีนมาประกอบหรือไม่
สหรัฐฯ เฝ้าติดตามประเด็นนี้ตลอด ประเทศที่ตกลงลดภาษีเหลือ 15-20% อาจถูกเรียกเก็บใหม่ที่ 40% หากพบการย้ายสินค้าเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่เปลี่ยนแหล่งกำเนิด และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) จะกลายเป็นประเด็นใหญ่
“กฎของ WTO ยังจำเป็นต่อการรักษาการค้าโลก เพราะหากไม่มีการจัดระเบียบเลย การค้าจะกลับไปสู่สงครามการค้าและอาจลุกลามเป็นสงครามจริง ตอนนี้ดอกเบี้ยในสหรัฐฯ เริ่มสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกยังไปได้ดีถึงปีหน้า โดยปัจจัยบวกเกือบทั้งหมดมาจาก AI และโครงสร้างพื้นฐานของ AI” ดร.ศุภชัย กล่าว
เตือนฟองสบู่ AI
สำหรับการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ อย่างน้อย 300,000-400,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี บริษัทอย่าง Nvidia, Microsoft และ Anthropic มีราคาหุ้นพุ่งและส่วนแบ่งตลาดขยาย ขณะที่จีนก็ลงทุนสร้าง AI ของตนเองมหาศาล ส่วนสำคัญของการค้าโลกที่โตมาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งที่หลายบริษัทยังไม่มีกำไร ขาดทุนและปลดพนักงานทุกปีเพราะนำ AI มาแทนคน
“การลงทุนมากขนาดนี้แล้วไม่เจอปัญหาบับเบิ้ลมันยาก วันนึงถ้าใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มใหญ่ ๆ เกิดมีปัญหาแล้วชะงักการลงทุน จะเป็นอันตราย จึงควรเริ่มจัดระเบียบเพื่อให้ AI เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ช่วยด้านการรักษาพยาบาล การค้าขาย และการคิดของมนุษย์ ไม่ใช่มาแทนที่หรือสร้างความต้องการใหม่ที่ใช้ทรัพยากรโลกจนธรรมชาติเสียหายมากขึ้น” ดร.ศุภชัย ระบุ
เตือนฮาร์ตแลนด์ใหม่
แร่หายากก็เป็นอาวุธภูมิเศรษฐศาสตร์เช่นกัน เอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน มีแร่หายากจำนวนมาก และเป็นพื้นที่ที่ขั้วอำนาจไม่ได้แบ่งชัดว่าเป็นของใคร สหรัฐฯ จีน และรัสเซียต่างอ้างสิทธิ์ โดยสหรัฐฯ ทำข้อตกลงกับประเทศเหล่านี้ ส่วนจีนมีเวทีความร่วมมือของตนและสี จิ้นผิงเดินทางไปประกาศความร่วมมือ
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ความขัดแย้งใหญ่ๆ เวลานี้อาจเป็นพร็อกซี่ แต่ที่จะเป็นความขัดแย้งระดับโลก ต้องระวังเอเชียกลาง เพราะเป็นฮาร์ตแลนด์ที่ทุกคนแห่ลงไป อีกจุดคืออาร์กติก ซึ่งมีทรัพยากรทั้งยูเรเนียม ทองคำ แร่หายาก นํ้ามัน และก๊าซ ทำให้ยุโรป อเมริกา รัสเซีย จีน และเกาหลีต่างสนใจ และเรือเดินผ่านง่ายขึ้นในช่วงกันยายนถึงตุลาคมที่นํ้าแข็งละลายมาก
จีนหลักประกันการค้าโลก
มาทางฝั่งของจีนนั้น ดร.ศุภชัย มองว่า จีนยังเป็นหลักประกันของระบบการค้าโลกใหม่ เพราะจีนพึ่งพาการค้าโลกมาก การค้าช่วยให้จีนลดความยากจนได้หลายร้อยล้านคน และขณะที่สัดส่วนของสหรัฐฯ ลดลง สัดส่วนของจีนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แทบไม่มีประเทศใดที่ไม่ค้าขายกับจีน โดยจีนไม่พยายามวางเงื่อนไขในการค้า และระบุว่าไม่ได้นำการค้าไปบีบเรื่องการเมืองแบบ geoeconomics
แต่สิ่งที่จีนกังวลตอนนี้คือเทคโนโลยีมากกว่าการค้า เพราะหากจะเป็นมหาอำนาจทัดเทียมสหรัฐฯ และรัสเซีย ต้องปิดช่องว่างด้านเทคโนโลยีให้ได้ ไต้หวันมี TSMC บริษัทผลิตชิปที่ดีที่สุดในโลก ซึ่ง Nvidia และ OpenAI ใช้บริการ สหรัฐฯ กำลังบังคับให้ TSMC ไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูความเป็นผู้นำด้านชิปของ Intel
แต่ TSMC อยู่ในไต้หวันซึ่งต้องค้าขายกับจีน และเมื่อสหรัฐฯ ปิดการค้าชิปกับจีน จีนก็หันมาพัฒนาเอง นี่เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่จีนต้องรวมกับไต้หวัน เพราะไม่ใช่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์อย่างเดียว แต่มีมิติภูมิเศรษฐศาสตร์และการอยู่รอดด้วย
“ตอนนี้นสงครามที่รุนแรงยิ่งกว่า trade war คือ chip war เพราะสงครามในโลกจะสู้ด้วยเทคโนโลยี ไม่ใช่ตัวคน”ดร.ศุภชัย กล่าว พร้อมอ้างคำเตือนของผู้บริหาร Nvidia ว่า จีนตามหลังเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพียงไม่กี่วินาที โดย DeepSeek และ Moonshot มีเทคโนโลยี LLM ใกล้เคียงที่สุดแล้ว ราคาต่ำกว่ามากและเป็น Open Source เมื่อสหรัฐฯ กันเทคโนโลยี จีนก็ไม่ขายแร่หายากให้
หวั่นตลาดเงินป่วน
อีกประเด็นที่น่าสนในคือเรื่องขอตลาดเงิน เพราะสงครามเกิดหลายแนวรบ ทั้งการค้า เทคโนโลยี และเงินดอลลาร์ จีนลดการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากสูงสุดประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือราว 6 แสนล้านดอลลาร์ เพราะหากทิ้งรวดเดียวจะทำให้ yield สหรัฐฯ พุ่งและเสียหายทั้งสองฝ่าย
จีนจึงพยายามใช้ดอลลาร์น้อยลงในการค้ากับรัสเซียและประเทศกำลังพัฒนา พร้อมทั้งมีสัญญาระหว่างธนาคารกลางบางแห่งที่ใช้เงินหยวน และผลักดันหยวนผ่าน BRICS และการค้านํ้ามัน ขณะที่ไทยเอง ค่าเงินหยวนกับบาทเสถียรกว่าดอลลาร์ โดยอยู่ 4-5 บาทต่อหยวน ขณะที่ดอลลาร์แกว่งตั้งแต่ 30-35 บาท แต่ไทยต้องระวังเพราะกำลังจะเข้า OECD ซึ่งมีข้อตกลงด้านดอลลาร์ และสภาพคล่องของหยวนนอกประเทศยังไม่ดีนัก
อาเซียนอย่าแตกแถว
ดร.ศุภชัย เสนอให้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศไปในทิศทางเดียวกัน เพราะปัจจุบันอาเซียนไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร บางส่วนเข้าร่วม CPTPP บางส่วนเข้ากลุ่ม BRICS และกระจายไปตามเวทีต่างๆ โดยเสนอให้นำ CPTPP กับ RCEP มารวมกันเป็นเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ผ่านกรอบ APEC โดยไม่ตัดประเทศใดออก ทั้งสหรัฐ จีน และรัสเซีย
ส่วนข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) ซึ่งมีกำหนดสรุปปลายปีนี้ที่ฟิลิปปินส์ และจะเป็นกรอบระเบียบแรกของโลกที่กำกับการลงทุนดิจิทัลที่มีผลต่อการค้า ครอบคลุมการประสานระบบที่ใช้ร่วมกันได้ และการดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในภูมิภาค พร้อมยํ้าว่าต้องรักษาความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนไว้
“ในการเจรจากับสหรัฐ อยากให้อาเซียนเจรจาร่วมกัน ไม่ใช่แยกเป็นรายประเทศอย่างไทย เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อรักษาระบบไว้ในยามที่พหุภาคียังไม่ทำงานเต็มที่ ส่วนปัญหา Spaghetti Bowl ที่ข้อตกลงซ้อนกันจนภาคเอกชนต้องปรับตัวมาก ซึ่งบริษัทขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าบริษัทใหญ่ จึงควรช่วยดูแลซัพพลายเออร์รายเล็กด้วย” ดร.ศุภชัย ระบุ
นอกจากนี้ในเรื่องของนํ้ามัน มองว่าเป็นอาวุธภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยอิหร่านถือว่าตนกุมอำนาจกำหนดราคานํ้ามันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของการค้านํ้ามันโลก ปัญหาไม่ใช่การขาดนํ้ามันดิบ แต่เป็นการขาดนํ้ามันกลั่น โดยเฉพาะดีเซล
ล่าสุดสหรัฐขู่หยุดส่งออกดีเซล ทำให้ยุโรปต้องปล่อยสำรองดีเซลอีก 100 ล้านภายใน 2 เดือน และราคานํ้ามันตลาดล่วงหน้าของดีเซลเริ่มลดลง และเมื่อราคานํ้ามันพุ่งสูงมักมีการเปลี่ยนนโยบาย รวมถึงการปล่อยสำรองของสหรัฐ ยุโรป และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งช่วยไม่ให้ราคาพุ่งเร็ว ซึ่งทุกประเทศต้องหาทางรับมือ







