
เร่งปลดล็อกทุนสีเขียว ดึงเงินลงทุนสู่ SMEs-ชุมชน หนุนไทยสู่ Net Zero
เวทีเสวนา FUTURE-READY ECONOMY 2026 ชี้เป้าวิกฤต “Capital Gap & Trust Gap” จี้รื้อโครงสร้างการเงินโลก ลดต้นทุนดอกเบี้ย ชู 2 เครื่องมือปลดล็อกข้อมูลคาร์บอนและดึงชุมชน
KEY
POINTS
- การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วและโครงการขนาดใหญ่งเงินทุนคือ ช่องว่างทางการเงิน กระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า และต้นทุนทางการเงินที่ไม่เป็นธรรมสำหรับประเทศกำลังพัฒนา
- ข้อเสนอแนะเพื่อปลดล็อกเงินทุนคือ การพัฒนาเครื่องมือและมาตรฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้สำหรับ SMEs ควบคู่กับการออกแบบนโยบายที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นศูนย์กลาง
- ภาครัฐและสถาบันการเงินต้องเข้ามามีบทบาทในการลดความเสี่ยงและใช้การเงินแบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงกองทุนขนาดใหญ่ให้เข้าถึงโครงการระดับชุมชนและ SMEs
14 ตุลาคม 2569 ภายในงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 ณ สยามพารากอน ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group (Annual Meetings 2026) มีการจัดเสวนาหัวข้อ Capital for Transition โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร. มาห์มูด โมฮีลดิน ทูตพิเศษของสหประชาชาติ , หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, จัสติน โรช ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเกิดใหม่ ประจำศูนย์พลังงานและวัสดุ ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF), ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
ทั้งนี้ การเสวนาครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญที่สุดของการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไม่ใช่เรื่องของความขาดแคลนไอเดียหรือเทคโนโลยีขั้นสูง แต่คือวิกฤตช่องว่างทางการเงิน และช่องว่างความเชื่อมั่น ที่ทำให้ระบบการเงินโลกยังไม่สามารถจัดสรรเม็ดเงินลงไปสู่โครงการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เงินทุนไหลเข้าพลังงานสะอาดพุ่ง แต่กระจุกตัว
จากข้อมูลดัชนีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกปีล่าสุดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 2 ใน 3 ของการลงทุนในระบบพลังงานทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าภาคการเงินและการลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับทิศทางครั้งใหญ่ไปสู่เทคโนโลยีสีเขียวแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่เร่งด่วนคือเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ไหลกระจุกตัวอยู่เฉพาะในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่พัฒนาแล้ว หรือในโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เท่านั้น
ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลับต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนสภาพคล่องและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้อย่างที่ควรจะเป็น
เปิด 3 อุปสรรค ขวางการจัดสรรเงินทุนเปลี่ยนผ่าน
ทั้งนี้ อุปสรรคหลักที่ทำให้นักลงทุนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวสะท้อนถึงโครงสร้างระบบการเงินโลกในปัจจุบัน โดยสรุปอุปสรรคสำคัญออกเป็น 3 ประการ
1. ความไม่เพียงพอ ช่องว่างความต้องการเงินทุนเพื่อความยั่งยืนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ยังมีสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
2.ความล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ กระบวนการกลั่นกลอง การอนุมัติ และการส่งผ่านเงินทุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศลงไปถึงผู้พัฒนาโครงการในพื้นที่จริง ใช้เวลานานเกินไป ทำให้โครงการพัฒนาที่จำเป็นหลายโครงการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันเวลา
3. ความไม่เป็นธรรมด้านต้นทุนการเงิน ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับต้นทุนการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก เนื่องจากการประเมินความเสี่ยง ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่เกินจริง ทั้งที่สถิติชี้ชัดว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ ในโครงการพัฒนาของประเทศเหล่านี้ไม่ได้สูงอย่างที่กังวล และมีอัตราการเรียกคืนหนี้ หลังการผิดนัดสูงเกินกว่า 70%
ชู 2 เครื่องมือปลดล็อก โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล-การมีส่วนร่วมของชุมชน
นอกจากนี้เพื่อให้เงินทุนสามารถไหลเวียนสู่โครงการเปลี่ยนผ่านได้อย่างแท้จริง วิทยากรได้เสนอทางออกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 2 ด้าน
1. การพัฒนามาตรฐานและการประเมินผลที่จับต้องได้ โดยสถาบันการเงินและกองทุนบำเหน็จบำนาญ เช่น กบข. ย้ำว่า เงินทุนมีพร้อมฉีดเข้าสู่โครงการเสมอหากโครงการนั้นมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้จริง ปัจจุบันภาคเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มักประสบปัญหาเรื่องต้นทุนในการวัดและรายงานข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์
โดยเสนอให้มีการพัฒนาเครื่องมืออำนวยความสะดวก เช่น เครื่องมือคำนวณคาร์บอน สำหรับธุรกิจ SMEs เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการประเมินข้อมูล ตลอดจนการใช้มาตรการสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ผ่านความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้อย่างเป็นระบบและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง
2. นโยบายที่มุ่งเน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการรับมือสภาวะอากาศ ไม่สามารถบรรลุผลได้หากพึ่งเพียงนโยบายจากบนลงล่าง ดังนั้น การออกแบบโครงการด้านความยั่งยืนจึงต้องเปลี่ยนจากการกว้านซื้อที่ดินหรือการมองเพียงผลตอบแทนทางการเงิน มาเป็นการสร้างสิทธิร่วมในการดูแลและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร พร้อมทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้คนในท้องถิ่นสามารถใช้งานและบริหารจัดการเทคโนโลยีสีเขียวได้อย่างยั่งยืน
ถอดบทเรียนมาตรการทางการเงิน-ภาษี ของไทย
ในส่วนของประเทศไทย มีการยกตัวอย่างความก้าวหน้าด้านมาตรการจูงใจทางการเงินและภาษีเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนปรับตัว เช่น การออกข้อกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนรายงานข้อมูลการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน
โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลให้มีกองทุนรวมด้าน ESG เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้บริษัทจดทะเบียนในไทยหันมาทำการทบทวนและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่ามาตรการจูงใจที่ตรงจุด ร่วมกับกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคธุรกิจได้จริง
ทั้งนี้บนเวทีได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับภาคเศรษฐกิจไทยและอาเซียน โดยมีรายละเอียดดังนี้
เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรอบด้าน การลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมกันลงทุนในระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานข้ามแดนเพื่อรองรับการเชื่อมโยงพลังงานในระดับภูมิภาค
สร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์สีเขียว นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและทรัพยากรรองรับ Data Center ตลอดจนการพัฒนาทักษะบุคลากร ให้พร้อมใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
สะพานเชื่อม Trust Gap ระหว่างทุนใหญ่กับท้องถิ่น ภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ลดความเสี่ยง ผ่านการเงินแบบผสมผสานเพื่อดึงดูดเงินทุนจากกองทุนระดับโลกให้ลงมาถึงโครงการระดับชุมชนและ SMEs





