
กมธ.ปปง. เร่งสอบ บล.วีบูลล์ ปมธุรกรรมต้องสงสัยเสียหายเกือบ 60 ล้าน
กมธ.ปปง. เร่งสอบ บล.วีบูลล์ ปมธุรกรรมต้องสงสัยเสียหายเกือบ 60 ล้าน จี้ก.ล.ต. ลงโทษหรือออกมาตรการป้องปรามโบรกเกอร์ ทั้งที่มีหมายจับและหลักฐานชัดเจน
KEY
POINTS
- กมธ.ปปง. กำลังตรวจสอบ บล.วีบูลล์ กรณีต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรรมและแก๊งคอลเซ็นเตอร์
- พบเส้นทางการเงินจากคดีฉ้อโกงออนไลน์กว่า 400 คดี เชื่อมโยงเข้าสู่บัญชีของ บล.วีบูลล์ สร้างความเสียหายรวมเกือบ 60 ล้านบาท
- กมธ.ปปง. วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ก.ล.ต. ว่าล่าช้าและหย่อนยานในการกำกับดูแลและลงโทษบริษัท แม้จะมีหลักฐานชัดเจนจากตำรวจแล้ว
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) โดย นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ยกระดับการตรวจสอบ บล.วีบูลล์ หลังพบเบาะแสถูกขบวนการอาชญากรรมใช้เป็นช่องทางฟอกเงินทุนเทาหรือไม่ สร้างความเสียหายเกือบ 60 ล้านบาท
พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ก.ล.ต. ที่ส่อเจตนาหย่อนยาน ไม่กล้าฟันธงลงโทษหรือออกมาตรการป้องปรามโบรกเกอร์ ทั้งที่มีหมายจับและหลักฐานชัดเจนจาก สภ.เมืองปทุมธานีเตรียมเร่งรัดส่งหนังสือจี้ ก.ล.ต. ในสัปดาห์หน้า พร้อมขยายผลสอบประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมบัญชีเทรดหุ้น และข้อสงสัยความเชื่อมโยงกับทุนต่างชาติเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย
จ่อร่อนหนังสือถึงอัยการ-ก.ล.ต. สอบ บล.วีบูลล์
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธาน กมธ. ปปง. กล่าวว่า กำลังจับตาความคืบหน้าการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีสถานีตำรวจภูธรเมืองปทุมธานี หรือ สภ.เมืองปทุมธานี ได้ดำเนินคดีและออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการเอาผิดหรือกำหนดมาตรการลงโทษต่อตัวบริษัทหลักทรัพย์
"ตอนนี้กำลังติดตามไปว่า ก.ล.ต. มีมาตรการอย่างไร ในการดำเนินการตรวจสอบ วีบูลล์ ในเรื่องที่ สภ.เมืองปทุมธานี ได้ออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับตัวบริษัทหลักทรัพย์ และทาง สภ.เมืองปทุมธานี เตรียมทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการและ ก.ล.ต. ว่า มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการดำเนินการต่อบริษัท วีบูลล์ ซึ่ง ก.ล.ต. ยังไม่ได้ตอบกลับมา โดยในสัปดาห์หน้านี้ ผมจะทำหนังสือเร่งรัดไปยัง ก.ล.ต. อีกที"
ส่วนกรณีรายงานข่าวในสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่า บริษัทแม่ของ วีบูลล์ มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน จนทางการสหรัฐฯ ต้องยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลและดูแลลูกค้านั้น นายพิทักษ์เดช ระบุว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในรายละเอียดของ กมธ. เช่นกัน
นายพิทักษ์เดช กล่าวว่า เรื่องความเชื่อมโยงใหม่นี้จะนำไปหารือร่วมกับคณะผู้กลั่นกรองของ กมธ. ก่อน เพื่อดูว่ามีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร และสร้างความเสียหายต่อประชาชนหรือไม่ หากเข้าหลักเกณฑ์และขอบเขตอำนาจหน้าที่ จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงทั้งหมด รวมถึงจะเร่งรัดการตรวจสอบกรณีกลุ่มทุนที่เคยปรากฏข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีการโอนเงินเข้า บล.วีบูลล์ ซึ่งพบข้อบกพร่องในระบบการตรวจสอบ จนอาจนำไปสู่การฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทา
ประธาน กมธ. ปปง. ยังได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของ ก.ล.ต. โดยชี้ว่า เป็นต้นตอของความล่าช้าและขาดความเด็ดขาดในการทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุน
"เรื่องเดิม ทาง สภ.เมืองปทุมธานี ผมได้เร่งรัดให้ส่งปรึกษาอัยการทั้งหมดแล้ว แต่มันติดปัญหาอยู่ที่ ก.ล.ต. ไม่กล้าฟันธงสักอย่างหนึ่งว่า จะเอายังไงกับบริษัท วีบูลล์ ถ้าข้อเท็จจริงพบว่า มีความผิดเชื่อมโยงในฐานะที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ และพนักงานของ วีบูลล์ ได้กระทำการเช่นนั้น ตามหลักการแล้ว ก.ล.ต. ต้องกล้าฟันธง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นบัญชีชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 หรือชั้นที่ 3 แต่ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ไม่เคยกล้าฟันธงอะไรเลย"
นายพิทักษ์เดช ย้ำว่า ก.ล.ต. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลหลัก ต้องมีมาตรการลงโทษ ตักเตือน หรือป้องปรามเพื่อรักษาความโปร่งใสของระบบการเงิน แต่สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงการทำงานที่หย่อนยานอย่างชัดเจน
โดยในสัปดาห์หน้าตนจะประชุมร่วมกับคณะผู้กลั่นกรอง เพื่อกำหนดลำดับขั้นตอนการทำงาน (1-2-3-4) ในการเรียกตัวแทน บล.วีบูลล์ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อเท็จจริงต่อไป
บล.วีบูลล์ปัดข่าวลือรับฝากเงินสดเหมือนแบงก์พาณิชย์
ด้านผู้แทน บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ชี้แจงต่อ กมธ. ยืนยันว่า บริษัทดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) สหรัฐอเมริกา มีระบบการพิสูจน์ตัวตนตามมาตรฐาน ทั้งระบบ NDID, ThaiD และการคัดกรองรายชื่อผ่านฐานข้อมูลสากล World-Check
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากระบบ KYC ล้มเหลว แต่เป็นความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) ของพนักงานที่ไม่สามารถตรวจจับเอกสารหน้าสมุดบัญชีที่มีการตัดต่อปลอมแปลงได้
พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าบริษัทรับฝากเงินสดหรือดำเนินธุรกิจคล้ายธนาคารพาณิชย์ โดยยืนยันว่าธุรกรรมทั้งหมดดำเนินการผ่านระบบดิจิทัล (Dynamic QR Code) เท่านั้น และปัจจุบันได้ประสานความร่วมมือกับตำรวจและสถาบันการเงินยกระดับระบบตรวจสอบ จนแทบไม่พบการกระทำผิดผ่านช่องทางดังกล่าวอีก
เส้นเงินเชื่อมโยงเข้าบัญชี เสียหายเกือบ 60 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ. ปปง. ได้รับรายงานผลการดำเนินคดีจากตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569) ซึ่งตรวจสอบเส้นทางการเงินกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินรวม 1,406,000 บาท
จากการแกะรอยเส้นเงิน พบว่ามีเงิน 30,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของ นายธนกฤต (หนึ่งในผู้ต้องหา) ซึ่งเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไว้กับ บล.วีบูลล์ จากนั้นได้นำเงินดังกล่าวเข้าพอร์ตหุ้น ก่อนทำรายการถอนเงินออกไปยังบัญชีธนาคารปลายทางของบุคคลอื่นอีก 3 บัญชี
การตรวจสอบเชิงลึกพบช่องโหว่ร้ายแรง กล่าวคือ บัญชีปลายทางที่รับเงินถอนออกไม่ใช่บัญชีของนายธนกฤต แต่คนร้ายใช้วิธีนำภาพหน้าสมุดบัญชีธนาคารของผู้อื่นมาตัดต่อปลอมแปลงชื่อให้เป็นชื่อนายธนกฤต เพื่อหลอกระบบให้อนุมัติผูกบัญชีสำเร็จ
โดยพนักงาน บล.วีบูลล์ ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในช่วงเกิดเหตุ บริษัทยังใช้ระบบตรวจดูภาพหน้าสมุดบัญชีที่ลูกค้าอัปโหลดเข้ามาแบบแมนนวล หากชื่อตรงกับผู้เปิดบัญชีก็จะอนุมัติทันที กระทั่งตรวจพบภายหลังว่ามีเอกสารปลอมแปลงหลายรายการ
ด้านพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ได้ทำหนังสือขอความเห็นทางกฎหมาย ไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี ซึ่งอัยการมีความเห็นว่า การแจ้งข้อกล่าวหาต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า บุคคลนั้นร่วมกระทำความผิด หากยังไม่ชัดเจนให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ
ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างประสานเข้าสอบปากคำเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ในประเด็นเกณฑ์การกำกับดูแลและการควบคุมความเสี่ยง เพื่อนำมาวินิจฉัยว่า บล.วีบูลล์ มีความผิดอาญาโดยตรง หรือเป็นเพียงข้อบกพร่องตามระเบียบกำกับดูแล
จากการตรวจสอบบันทึกการประชุม กมธ. ปปง. (ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569) พบข้อมูลสำคัญจากผู้แทนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลคดีช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2568 พบมีคดีแจ้งความออนไลน์ถึง 393 คดี ที่มีเส้นเงินเชื่อมโยงเข้าสู่บัญชีของ บล.วีบูลล์ มูลค่าความเสียหายรวมราว 58 ล้านบาท และต่อมายังพบความเสียหายเพิ่มเติมอีก 7 คดี มูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 60 ล้านบาท






