
ดัชนีเชื่อมั่นฯ ก.ย. ร่วงในรอบ 4 เดือน เซ่นพิษน้ำท่วม คงเป้า GDP ทั้งปี 2.2-2.5%
ศูนย์พยากรณ์ฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนก.ย. 69 ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อยู่ที่ระดับ 52.1 เหตุจากน้ำท่วม ชี้มาตรการรัฐพยุงเศรษฐกิจ คงเป้า GDP ไทยปี 69 ไว้ที่ 2.2% – 2.5%
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2569 ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์น้ำท่วมและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- ประเมินมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยอยู่ที่ประมาณ 22,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อ GDP ราว 0.1% – 0.2%
- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงประมาณการเติบโตของ GDP ทั้งปี 2569 ไว้ที่ 2.2% - 2.5% เนื่องจากมองว่าผลกระทบเป็นเพียงระยะสั้นและคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในไตรมาส 4
8 ตุลาคม 2569 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,241 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
น้ำท่วม-ค่าครองชีพหนุนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง
ทั้งนี้ จากการประมวลผลสำรวจพบปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่
1. สถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ กระทบต่อทรัพย์สิน ผลผลิตเกษตร ตลอดจนการค้าและการท่องเที่ยว
2. ราคาพลังงานและค่าครองชีพสูง ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนกันยายน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวขึ้น
3. กำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและมีลักษณะ K-Shape รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ลดลงประมาณ 36 จุด และเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 33.22 บาท/ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกำลังซื้อไว้ ได้แก่ การต่ออายุโครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" เพิ่มเติมอีก 2 เดือน (วงเงินเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท), การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่ออีก 1 ปี และตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมที่ยังขยายตัวได้ดีถึง 24.3% และราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.1 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 61.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 34.8 ขณะที่ดัชนีในอนาคตปรับลงมาอยู่ที่ 60.7
นอกจากนี้ ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายสินค้าหมวดต่างๆ ปรับตัวลดลงทั้งหมดเช่นกัน โดยดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 55.4, ดัชนีการซื้อบ้านหลังใหม่ อยู่ที่ 32.5, ดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ที่ 75.8 และดัชนีการลงทุนทำธุรกิจ อยู่ที่ 26.6 ด้านดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.3 สะท้อนถึงความกังวลอย่างหนักต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
น้ำท่วมเสียหาย 2-3 หมื่นล้าน
นายธนวรรธน์ ระบุว่า การลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกันยายนถือเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการหลัก คือ ปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ และราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งแตะระดับจิตวิทยาเกิน 40 บาท/ลิตร
โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า มูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 22,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อ GDP ราว 0.1% – 0.2% โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีเม็ดเงินจากโครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" รวมถึงงบเยียวยาอุทกภัยและเงินชดเชยจากประกันภัยที่จะถูกอัดฉีดเข้ามาช่วยพยุงและชดเชยผลกระทบดังกล่าว
ไตรมาส 4 เศรษฐกิจเริ่มฟื้น คงเป้า GDP 2.2-2.5%
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้ภายในเดือนตุลาคม และไม่มีปัจจัยลบซ้ำเติม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว, บรรยากาศเทศกาลกินเจ, ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่คาดว่าสะสม 3 ปี (2567-2569) จะเกิน 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งผลจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยในเวทีโลก
ทั้งนี้ ม.หอการค้า ยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.2% – 2.5% เนื่องจากมองว่าภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะสัญญาณการจ้างงานที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น





