
กกร.จี้รัฐดึงเอกชนร่วมวง กนช. แก้น้ำท่วม รับอุตสาหกรรมพังยับ 6,000 ล้าน
กกร.เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ เสนอภาคเอกชนร่วม กนช. และตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจวางแผนรับมืออุทกภัย หลังความเสียหายภาคอุตสาหกรรมพุ่งเกือบ 6,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- กกร. เสนอให้รัฐบาลยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้มีตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)
- สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบหนัก ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเกือบ 6,000 ล้านบาท
- หากสถานการณ์น้ำท่วมไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อสายการผลิตของโรงงานประกอบรถยนต์ เนื่องจากสต็อกชิ้นส่วนอาจไม่เพียงพอ
7 ตุลาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทยควรยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่ต้องดำเนินการล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ไข
โดยเตรียมจะมีการจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เร่งพิจารณาแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย และเสนอให้มีภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ กนช. และคณะอนุกรรมการด้านบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า และบริการ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัย จัดทำข้อเสนอและแนวทางเตรียมความพร้อม ตลอดจนจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
รวมถึงแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์ครั้งนี้คือ ประเทศไทยต้องยกระดับการเตรียมความพร้อมให้มากกว่าเดิม
ดร.พจน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางอากาศและภาคการท่องเที่ยว โดยมองว่า สนามบินถือเป็นประตูด่านแรกที่นักเดินทางต่างชาติสัมผัสเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย หากเกิดปัญหาการให้บริการติดขัดหรือล่าช้า ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง
โดยเฉพาะช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่มีเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมของสนามบินและระบบขนส่งให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้
โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซัน ซึ่งนักเดินทางต้องประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับเที่ยวบิน การเดินทาง ความล่าช้า หรือโอกาสที่เที่ยวบินอาจถูกยกเลิก ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทย
ส่วนในมุมของการประชุม World Bank และ IMF มองว่า การที่ประเทศไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญ ถือเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเป็นเวทีที่ประเทศไทยจะสื่อสารถึงความพร้อมของประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก
หัวใจสำคัญคือการทำให้ต่างประเทศเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มองเพียงเรื่องความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องสร้าง “Resilience” หรือความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับความเสี่ยง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน และปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ
“เราต้องพูดถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย แต่ต้องพูดถึงคำว่า Resilient ด้วย คือความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”
ขณะเดียวกัน ความพร้อมดังกล่าวจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยประเทศไทยต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไป
นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไม่ควรเป็นภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในทุกมิติ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการกำหนดนโยบายตอบโจทย์ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจริง
ทั้งนี้ การประชุมระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อม มีความน่าเชื่อถือ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนการลงทุนและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนมีทิศทางร่วมกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5% ผ่านข้อเสนอ 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วนและผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน Transition Tomorrow เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ Invest for Tomorrow เร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 กกร. ยังคงประมาณการเดิม โดยคาด GDP ปีนี้ขยายตัว 2.1-2.5% การส่งออกขยายตัว 1.2-1.6% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0%
ยานยนต์เสียหายพุ่ง 6 พันล้านบาท
นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลความเสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขเบื้องต้นเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,500 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่เกือบ 6,000 ล้านบาท โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ ในปัจจุบัน และยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่สิ้นสุดและต้องรอการสำรวจเพิ่มเติม
“อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มเห็นผลกระทบในห่วงโซ่อุปทาน หลังโรงงานผลิตชิ้นส่วนบางแห่งหยุดการผลิต ขณะที่โรงงานประกอบรถยนต์ยังสามารถเดินหน้าผลิตได้จากสต็อกชิ้นส่วนที่มีอยู่“
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในวันที่ 12 ตุลาคม อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตอย่างชัดเจน เนื่องจากสต็อกชิ้นส่วนที่มีอยู่จะเริ่มไม่เพียงพอ และอาจทำให้สายการผลิตไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
“เวลานี้โรงงานประกอบยังมีชิ้นส่วนอยู่บ้าง จึงยังค่อย ๆ ทำได้ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่จบภายในวันที่ 12 ตุลาคม ก็จะเริ่มมีปัญหา เพราะของไม่มีให้ประกอบ”
นอกจากนี้ ผลกระทบยังครอบคลุมทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการ และภาคการผลิตอื่น ๆ โดยหอการค้าไทยอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม




