thansettakij
thansettakij
ญี่ปุ่นจ่อขยายลงทุนไทยรอบใหม่ BOI เปิด 6 อุตสาหกรรมดาวรุ่ง AI-EV-หุ่นยนต์-ชิป

JETRO ย้ำทุนญี่ปุ่นปักหมุดไทย ชูกลยุทธ์ Multi-Pathway รุกอีวี-ไฮบริด

07 ต.ค. 69 | 09:50 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 09:52 น.

JETRO ย้ำทุนญี่ปุ่นเดินหน้าลงทุนยั่งยืนในไทย ทั้งพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมผนึกเทคโนโลยี GX-DX-AX ยกระดับภาคการผลิต BOI เผย 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 3.96 แสนล้านบาท

KEY

POINTS

  • JETRO ยืนยันนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมุ่งมั่นลงทุนในไทย โดยเน้นด้านความยั่งยืน พลังงานหมุนเวียน และยานยนต์ไฟฟ้า
  • ภาคยานยนต์ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์ Multi-Pathway เพื่อพัฒนารถยนต์ที่หลากหลาย ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  • นอกเหนือจากยานยนต์ ญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง
  • BOI เผยข้อมูลการลงทุนจากญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2564 มีมูลค่ารวมกว่า 3.9 แสนล้านบาท โดยยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

นายอาเบะ อิจิโระ (ABE Ichiro) ประธาน JETRO กรุงเทพฯ กล่าว.ในงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Investment Gateway for Sustainable Growth” ว่า บริษัทญี่ปุ่นยังมุ่งลงทุนเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทย ทั้งพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ พร้อมพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

โดยภาคยานยนต์ใช้กลยุทธ์ Multi-Pathway รองรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ปลั๊กอินไฮบริด และไฮบริดตามความต้องการของตลาด ขณะที่การลงทุนในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และ เซมิคอนดักเตอร์ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับบริษัทไทยในการวิจัยพัฒนา และทดสอบพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน

ขณะที่ JETRO มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทญี่ปุ่นกับบริษัทไทย ผ่านการจับคู่ธุรกิจการวิจัยและพัฒนา และการนำเทคโนโลยีด้าน Green Transformation (GX), Digital Transformation (DX) และ Automation Transformation (AX) มาใช้ เพื่อยกระดับภาคการผลิตและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งนี้ การมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมและผลิตภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ทุนญี่ปุ่นไหลเข้าไทยกว่า 3.9 แสนล้าน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นรวมกว่า 1,380 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 396,500 ล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และเคมีและปิโตรเคมี 

นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีศักยภาพที่จะขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดกิจการเดิมผ่านมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart & Sustainable Industry เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด

ญี่ปุ่นจ่อขยายลงทุนไทยรอบใหม่ BOI เปิด 6 อุตสาหกรรมดาวรุ่ง AI-EV-หุ่นยนต์-ชิป อย่างไรก็ตาม บีโอไอมีมาตรการของไทยในการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม การพัฒนาซัพพลายเชนให้รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางระดมทุนผ่านโครงการ BOI to IPO สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy เพื่อสนับสนุนการขยายการลงทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

หนุนลงทุนระยะยาว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. มุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจกับตลาดทุน เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนและขยายการลงทุนผ่าน SET, mai และ LiVEx โดยเฉพาะผ่านความร่วมมือภายใต้โครงการ BOI to IPO ที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจศักยภาพสูง รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ให้เข้าถึงตลาดทุนและขยายการลงทุนในประเทศไทย

นอกจากนี้ ตลท.ยังมุ่งพัฒนากลไกและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในระยะยาว ทั้งในระดับบริษัทและคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) เช่น โครงการ JUMP+ ที่สนับสนุนบริษัทจดทะเบียนจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ แผนยกระดับธรรมาภิบาล และแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนอาทิ SETCarbon เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ตอบสนองต่อมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ