
BOI เปิดตัวเลข LTR Visa 4 ปี ดึงต่างชาติ 12,010 คน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 4.3 หมื่นล้าน
บีโอไอเผย LTR Visa ดึงเงินต่างชาติเข้าไทย 4.3 หมื่นล้านบาท 12,010 คน ใช้จ่าย-ลงทุน-ทำงาน สร้างมูลค่าเฉลี่ย 3.6 ล้าน/คน รุกอัปเกรดสู้ศึก Global Talen
KEY
POINTS
- บีโอไอเผยผลสำเร็จของมาตรการ LTR Visa ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สามารถดึงดูดชาวต่างชาติได้ 12,010 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท
- ผู้ได้รับอนุมัติวีซ่าแบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดยกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดีมีจำนวนมากที่สุด (4,561 คน) รองลงมาคือกลุ่มผู้ติดตาม และกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ
- ชาวต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติส่วนใหญ่มาจากประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR หรือมาตรการวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับผู้พำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa : LTR Visa) ทั้งสิ้น 12,010 คน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 3.6 ล้านบาทต่อคน โดยคำนวณจากค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยของผู้ถือวีซ่า การลงทุนโดยตรง และรายได้ภาษีจากผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ
กลุ่มต่างชาติคุณภาพสูงที่ได้มาตรการวีซ่า LTR ครอบคลุมทั้งกลุ่มบุคลากรทักษะสูงที่ตลาดแรงงานทั่วโลกแข่งขันกันดึงตัว กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR จำนวน 12,010 คน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย
- กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly-Skilled Professionals) จำนวน 1,779 คน
- กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ (Work-from-Thailand Professionals) จำนวน 1,043 คน
- กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens) จำนวน 737 คน
- กลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดี (Wealthy Pensioners) จำนวน 4,561 คน
- กลุ่มครอบครัวของ 4 กลุ่มแรก (Dependents) จำนวน 3,891 คน
ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตามหลักเกณฑ์ เช่น มูลค่าทรัพย์สิน รายได้ หลักฐานการลงทุน ประสบการณ์ทำงาน ประกันสุขภาพ รวมทั้งการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย
ผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจของโลก อันดับหนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก มีจำนวนสูงสุดกว่า 2,400 คน
รองลงมาคือญี่ปุ่นกว่า 1,300 คน และสหราชอาณาจักรกว่า 1,000 คน โดยชาวญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะที่การแข่งขันดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงทั่วโลกทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยวีซ่า LTR สามารถตอบโจทย์ชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่มีความหลากหลายทั้งด้านสัญชาติและรูปแบบการทำงาน
สร้างกำลังซื้อจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกันวีซ่า LTR ยังช่วยนำกำลังซื้อจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดีและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง รวมทั้งผู้ติดตามของผู้ถือวีซ่า LTR การเข้ามาพำนักระยะยาวจึงก่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในประเทศ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ อาหาร การเดินทาง และบริการต่าง ๆ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและกระจายประโยชน์ไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจไทย
“4 ปีที่ผ่านมา LTR มีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจไทยในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้ามาลงทุน ทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พำนักอาศัยระยะยาว และใช้จ่ายในประเทศ บีโอไอจะร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเดินหน้ายกระดับการให้บริการ ทั้งระบบออนไลน์และศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Services Center (TIESC) เพื่อเสริมความสามารถของไทยในการแข่งขันเพื่อดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง”
ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกในการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง วีซ่า LTR จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยดึงดูด Global Talent เข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้ามาพำนักและทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังรองรับการลงทุนระลอกใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ อากาศยาน และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งล้วนต้องการบุคลากรทักษะสูงจำนวนมาก การดึงดูดผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านจากทั่วโลก จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรระดับสูง โดย 54% ดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหาร และ 36% เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพต่าง ๆ ที่เหลือเป็นระดับช่างเทคนิค สะท้อนว่าวีซ่า LTR สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจ ทั้งผู้บริหารที่มีส่วนในการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
LTR ออนไลน์รับความต้องการเพิ่ม
เมื่อเดือนกันยายน 2569 บีโอไอได้เปิดใช้งานระบบสมัครวีซ่า LTR ออนไลน์รูปแบบใหม่ เพื่อรองรับจำนวนผู้สมัครที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพิจารณาคำขอ โดยระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการดำเนินงานทางออนไลน์แบบครบวงจรกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการกงสุล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน และกรมสรรพากร เพื่อพัฒนาระบบงานให้ราบรื่นและไร้รอยต่อมากที่สุด และเป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานข้ามหน่วยงานในอนาคต
นอกจากนี้ บีโอไอยังให้บริการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่เข้ามาทำงานภายใต้กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI Visa และวีซ่าสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัปหรือ Smart Visa อีกทั้งยังมีการสนับสนุนการพัฒนาทักษะของบุคลากรไทยผ่านมาตรการ Skill Bridge และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านมาตรการ Business Transformation ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะทำงานเกื้อหนุนกัน ทั้งด้านการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรไทย และการยกระดับภาคธุรกิจไทย เพื่อเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม







