thansettakij
thansettakij
ไทยโตสวนโลก รับทุนต่างชาติ 6.3 แสนล้านสูงสุดเป็นประวัติการณ์ BOIเร่งปั้นคนรับทุนเทคฯ

BOI เร่งปั้นคนรับคลื่นเทคฯ หลัง FDI ไทยโตกระโดด 30% แตะ 6.3 แสนล้าน

22 ก.ย. 69 | 04:25 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 69 | 04:27 น.

ไทย FDI ทุบสถิติ ปี 68 ทะลุ 6.3 แสนล้านบาท โต 30% สูงสุดเป็นประวติการณ์ รับคลื่นลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง บีโอไอเดินหน้าเร่งปั้นคนรับทุนเทคโนโลยี

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กว่า 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 30% สวนทางแนวโน้มการลงทุนโลก
  • BOI เร่งรัดการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมยุคใหม่
  • การลงทุนมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การเงิน และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนโลกที่มุ่งสู่สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยภายหลังเป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area Council) ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อหารือและผนึกกำลังกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล 

โดยไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการยกระดับอาเซียนเพื่อเตรียมรับคลื่นการลงทุนที่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมทั้งการพัฒนาซัพพลายเชนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภูมิภาคอาเซียน

FDI ไทยทำสถิติสูงสุดปี 68 

ในปี 2568 ภูมิภาคอาเซียนมีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ารวม 246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% สูงกว่าการเติบโตของ FDI ทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 15 ของ FDI รวมทั่วโลก ส่งผลให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับ FDI มากที่สุดและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีมูลค่า FDI สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นครั้งแรก ตอกย้ำบทบาทที่เปลี่ยนไปของอาเซียนในฐานะหมุดหมายสำคัญของการลงทุนโลก

ขณะที่ประเทศไทยได้รับ FDI ไหลเข้ามูลค่า 19,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในภาคบริการภาคการเงิน และภาคการผลิต ขณะที่การลงทุนด้านข้อมูลและการสื่อสารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ทั้งนี้ UNCTAD ชี้ว่า รูปแบบ FDI โลกและอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Investment) มากยิ่งขึ้น เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การให้บริการทางเทคนิค และบริการสนับสนุนภาคธุรกิจในด้านต่าง ๆ โดยมีสัดส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจาก 44% ในช่วงปี 2548–2553 เป็น 64% ในช่วงปี 2563–2568 และขยายตัวเร็วกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตนเกือบสองเท่า 

ไทยโตสวนโลก รับทุนต่างชาติ 6.3 แสนล้านสูงสุดเป็นประวัติการณ์ BOIเร่งปั้นคนรับทุนเทคฯ

 

ขณะที่การลงทุนด้าน R&D ของอาเซียนยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น สะท้อนโอกาสของอาเซียนรวมถึงประเทศไทย ในการดึงดูด FDI คุณภาพสูงที่ช่วยสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาคมากขึ้น

 

“ไทยและอาเซียนจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัลขั้นสูง และวิศวกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลและบีโอไอให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการ Skill Bridge ที่ช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และมาตรการ Business Transformation ที่ช่วยหนุนผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีมาเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยและอาเซียนพร้อมรับการลงทุนคุณภาพสูงอย่างเต็มศักยภาพ” 

ยกระดับระบบนิเวศดูดการลงทุนคุณภาพสูง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องกับแนวทาง OECD ว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่ควรพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตที่คล่องตัว กฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และบริการดูแลนักลงทุนครบวงจร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว 

ในประเด็นดังกล่าวนี้ บีโอไอได้นำเสนอต่อที่ประชุมถึงความคืบหน้าในการยกระดับระบบนิเวศการลงทุนของไทย โดยเฉพาะกลไก Thailand FastPass ซึ่งมุ่งเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เร็วกว่าเดิม 20-50% รวมถึงประสานแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระดับภูมิภาค ไทยยังร่วมผลักดันความร่วมมือกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนปฏิบัติการส่งเสริมการลงทุนระดับภูมิภาคของอาเซียนหรือ RIPAP (Regional Investment Promotion Action Plan) ในช่วงปี 2568 – 2573 ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (UNESCAP) ที่มุ่งส่งเสริมให้อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนจากทั่วโลก เน้นดึงดูดการลงทุนทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เข้าสู่อาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งที่หลากหลายของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน

ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยให้อาเซียนนำจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศมาเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการ RIPAP อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนศักยภาพและโอกาสของอาเซียนให้เกิดเป็นโครงการลงทุนที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประเทศสมาชิกอย่างทั่วถึง