
สนค.จับตาโลจิสติกส์ไทย ต้นทุนพลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน เปิดธุรกิจลด 14%
สนค.เผยธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเดือนกรกฎาคม 69 เปิดกิจการใหม่ 336 ราย ลดลง 14.1% ขณะที่ปิดกิจการพุ่ง 42.6% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและความผันผวนเศรษฐกิจโลก
KEY
POINTS
- ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
- สนค. เผยข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 พบการเปิดกิจการใหม่ลดลง 14.1% สวนทางกับการปิดกิจการที่เพิ่มขึ้น 42.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
- แม้ผู้ประกอบการจะเผชิญความท้าทาย แต่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศผ่านระบบขนส่งของไทยยังขยายตัวสูง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือและทางอากาศ
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานสถานการณ์ธุรดิจโลจิสติกส์ไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเริ่มเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันด้านราคา ขณะที่การค้าระหว่างประเทศผ่านระบบขนส่งของไทยยังขยายตัว โดยเฉพาะการขนส่งทางอากาศและทางเรือที่เติบโตในระดับสูง
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยมีนิติบุคคลสะสม 49,014 ราย มีการเปิดกิจการใหม่ 336 ราย เพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 14.1% จากเดือนมิถุนายน ขณะที่มีการปิดกิจการ 87 ราย เพิ่มขึ้น 26.1% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 42.6% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันต่อผู้ประกอบการจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่มีความผันผวน
ธุรกิจที่เปิดกิจการใหม่มากที่สุด ได้แก่ การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร 143 ราย ลดลง 26.3% จากปีก่อน รองลงมาคือ การขนส่งสินค้าอื่น ๆ ทางถนน 57 ราย เพิ่มขึ้น 72.7% และ ตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากร 47 ราย เพิ่มขึ้น 42.4%
ขณะที่ ธุรกิจที่ปิดกิจการมากที่สุดคือการขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร 41 ราย เพิ่มขึ้น 46.4% จากปีก่อน ขณะที่การขนส่งสินค้าอื่น ๆ ทางถนน และตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากร ปิดกิจการประเภทละ 8 ราย
ต่างชาติยังเดินหน้าลงทุนโลจิสติกส์
แม้จำนวนการเปิดกิจการใหม่จะชะลอตัว แต่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจโลจิสติกส์ยังมีทิศทางต่อเนื่อง โดยเดือนกรกฎาคมมีมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติ 3,352.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของการลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ ขณะที่การลงทุนโดยสัญชาติไทยอยู่ที่ 11,960.9 ล้านบาท หรือ 78%
สำหรับชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ 1,402.5 ล้านบาท ฮ่องกง 340.3 ล้านบาท จีน 247.6 ล้านบาท เยอรมนี 229.6 ล้านบาท และเนเธอร์แลนด์ 215.7 ล้านบาท
สำหรับธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมาก ได้แก่ กิจกรรมการบริหารจัดการด้านการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ซึ่งมีเงินลงทุนต่างชาติเพิ่มจาก 1,448.8 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน เป็น 1,657.8 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม แม้สัดส่วนการลงทุนจะลดลงเล็กน้อยจาก 11.1% เหลือ 10.8% สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
น้ำมัน-ฮอร์มุซเสี่ยงดันต้นทุนขนส่ง
สนค.ประเมินว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในเดือนกรกฎาคมราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นกว่า 19% แตะ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนเชื้อเพลิงของภาคโลจิสติกส์และมีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการเดินเรือต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยหรือปรับเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาขนส่งและต้นทุนการขนส่งทางทะเลสูงขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
สนค.จึงมองว่า การเปิดกิจการโลจิสติกส์ที่ลดลง 14.1% จากเดือนก่อน ขณะที่การปิดกิจการเพิ่มขึ้น 42.6% เป็นสัญญาณที่ต้องติดตามว่าเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น หรือเริ่มสะท้อนการชะลอการลงทุนของธุรกิจโลจิสติกส์จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ การขนส่งสินค้าอื่น ๆ ทางถนน ยังมีการเปิดกิจการเพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าความต้องการใช้บริการขนส่งภายในประเทศยังมีอยู่ และยังเป็นสาขาที่มีศักยภาพเติบโตท่ามกลางความผันผวนของภาคโลจิสติกส์
การค้าผ่านขนส่งพุ่ง 28.72%
ด้านมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 2.391 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนกิจกรรมการค้าที่ยังขยายตัวและเป็นแรงหนุนต่อภาคโลจิสติกส์
ขณะที่การขนส่งทางเรือ ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด 54.17% มีมูลค่าการค้า 1.295 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.28% โดยได้รับแรงหนุนจากการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมและก๊าซไฮโดรคาร์บอนจากสหรัฐฯ และมาเลเซีย รวมถึงการส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมแปรรูปจากท่าเรือมาบตาพุดและแหลมฉบังไปยังประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม
ส่วนการขนส่งทางอากาศ มีมูลค่าการค้า 842,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 55.18% คิดเป็นสัดส่วน 35.22% โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกเครื่องรับส่งสัญญาณโทรศัพท์ไปสหรัฐฯ และการนำเข้าตัวประมวลผลและตัวควบคุมจากไต้หวันและจีน โดยสนามบินสุวรรณภูมิครองสัดส่วนถึง 98.94% ของมูลค่าการค้าทางอากาศ
การขนส่งทางรถยนต์ มีมูลค่าการค้า 225,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.46% และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยตลาดสำคัญคือจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ขณะที่การขนส่งทางรถไฟมีมูลค่า 2,396 ล้านบาท ลดลง 42.08% และหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก
Smart Logistics โอกาสลดต้นทุน-เพิ่มขีดแข่งขัน
สนค.มองว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นของธุรกิจ จะเร่งให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์นำ AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ การใช้โดรนอัจฉริยะตรวจนับสินค้าในคลัง ซึ่งสามารถลดเวลาตรวจนับสต็อกได้มากกว่า 80% รวมถึงระบบบริหารการขนส่งอัจฉริยะ แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลยานพาหนะ ระบบ Video Telematics และกล้อง AI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาคลังสินค้าอัจฉริยะที่เชื่อม AI Agent เข้ากับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและหุ่นยนต์
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า โลจิสติกส์ไทยอยู่ในช่วงที่ “การค้าโต แต่ต้นทุนและความเสี่ยงเพิ่ม” โดยมูลค่าการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศยังขยายตัวแรง แต่ผู้ประกอบการต้องรับมือกับราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านเส้นทางเดินเรือ และการแข่งขันที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน การลงทุนในเทคโนโลยีและ Smart Logistics จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะต่อไป





