
คลังเผย บัตรคนจน 2569 ผ่านเกณฑ์ 11.25 ล้านคน เร่งยืนยันตัวตนในต.ค. รับ 700 บาท
คลังเปิดข้อมูล "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ผู้ได้สิทธิ์ 11.25 ล้านราย เร่งอีก 4 แสนคน ยืนยันตัวตนใน ต.ค. รับเงินเพิ่ม 700 บาท ชี้ไม่ผ่านเกณฑ์ใช้ไทยช่วยไทยพลัส กดรับสิทธิพรุ่งนี้
KEY
POINTS
- มีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จำนวนทั้งสิ้น 11.25 ล้านคน
- ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ต้องเร่งยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายในเดือนตุลาคม เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.
- หากยืนยันตัวตนสำเร็จภายในเดือน ต.ค. จะได้รับสิทธิ์เงินช่วยเหลือพิเศษ 700 บาท แต่หากพ้นกำหนดเวลาจะเสียสิทธิ์ในส่วนนี้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการคัดกรองโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ว่า จากการตรวจสอบผู้ถือบัตรเดิมจากปี 2565 จำนวน 13.18 ล้านราย ล่าสุด มีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและได้รับสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 11.25 ล้านราย โดยหากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จะสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป
ทั้งนี้ ในจำนวนนี้เป็นผู้มีรายได้น้อย กลุ่มตกหล่น และกลุ่มชายขอบรายใหม่ที่เข้าถึงสิทธิ์ผ่านมาตรการเชิงรุกของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จำนวนถึง 2.66 ล้านราย หรือคิดเป็น 23–24% ของผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด
ผ่านเกณฑ์ทบทวนสิทธิเพียง 1.71 ล้านคน
ขณะที่กลุ่มผู้ขอทบทวนสิทธิ์จำนวนกว่า 5 ล้านรายนั้น ผลการพิจารณาพบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มเติม 1.71 ล้านรายส่วนอีกกว่า 3 ล้านรายไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากติดเงื่อนไขเกินกว่า 2 เกณฑ์ขึ้นไปถึง 44% อาทิ เกณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิต ทรัพย์สินทางการเงิน หรือยานพาหนะ ทั้งนี้ ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ราว 42% พบว่ามีสวัสดิการอื่นของรัฐดูแลอยู่แล้ว
หลุดเกณฑ์ ใช้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' กดรับสิทธิพรุ่งนี้
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลได้จัดเตรียมมาตรการรองรับผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60:40" โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มที่ 1 ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวนประมาณ 470,000 ราย ซึ่งไม่ได้ยื่นขอสมัครรับสิทธิ์สวัสดิการในรอบนี้
- กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ์แล้ว แต่ผลการตรวจสอบไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ
- กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยรายใหม่ที่หน่วยงานภาครัฐได้ลงพื้นที่เชิงรุกกวาดต้อนข้อมูลมา แต่เมื่อนำมาตรวจสอบสิทธิ์แล้วไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
“คาดว่าจำนวนจาก 3 กลุ่มดังกล่าว จะครอบคลุมประชาชนรวมกว่า 30.8 ล้านราย ในการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยประชาชนในกลุ่มนี้ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงเปิดแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เพื่อแสดงตัวตนและกดรับสิทธิ์ได้ทันที”
เร่ง 4 แสนคนยืนยันตัวตน ก่อนพลาดรับ 700 บาท
ขณะที่ความคืบหน้าการยืนยันตัวตน (e-KYC) ข้อมูล ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 พบว่า มีผู้ยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว 2.688 ล้านราย จากเป้าหมาย 3 ล้านกว่าราย โดยยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนอีกประมาณ 400,000 กว่าราย ซึ่งกระทรวงการคลังย้ำเตือนให้เร่งดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังหรือสาขาธนาคารที่กำหนด
ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกเดินทาง สามารถมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง มหาดไทย ช่วยดำเนินการยืนยันตัวตนแทนได้
“หากยืนยันตัวตนสำเร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ จะได้รับสิทธิ์ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม รวมถึงสิทธิ์รับเงินเพิ่ม 700 บาทตามมติคณะรัฐมนตรี แต่หากพ้นเดือนตุลาคมไปแล้ว จะเสียสิทธิ์รับเงิน 700 บาทดังกล่าว และได้รับเฉพาะวงเงินสวัสดิการรายเดือนย้อนหลังตามปกติเท่านั้น“
เร่งอัพสกีลวัยทำงาน พ้นความยากจน
นายวินิจ กล่าวว่า ในเชิงโครงสร้างประชากร ผู้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้กว่า 40% เป็นกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีสวัสดิการผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพรองรับอยู่แล้ว ขณะที่กลุ่มวัยทำงานมีสัดส่วนราว 30–40%
รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการยกระดับทักษะและรายได้เพื่อช่วยให้พ้นจากความยากจน โดยร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขยายการอบรมพัฒนาอาชีพที่ตลาดต้องการ อาทิ
- การดูแลผู้สูงอายุ
- การนวดแผนโบราณ
- ช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- พร้อมสนับสนุนด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการรายย่อยผ่าน "สินเชื่อนกกระซิบ" ของธนาคารออมสิน
เร่งทบทวนสิทธิ์ 8 พันคน ถูกแอบอ้างชื่อ
ส่วนการตรวจพบกรณีการถูกแอบอ้างสิทธิ์และการทุจริตข้อมูลรวมประมาณ 8,000 เคส จากกระบวนการคัดกรองและรับเรื่องทบทวนสิทธิ์ ได้แก่ การนำชื่อไปใส่เป็นเจ้าของรถยนต์ การนำชื่อผู้มีรายได้น้อยไปสร้างรายจ่ายเท็จเป็นลูกจ้างบริษัทในต่างพื้นที่เพื่อเลี่ยงภาษี การนำชื่อไปแอบอ้างเป็นกรรมการบริษัทจนถูกประเมินภาษี และการแอบอ้างชื่อนักเรียนนักศึกษาในการกู้ยืม กยศ.
ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายถึงที่สุด พร้อมทั้งคืนสิทธิ์สวัสดิการให้แก่ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว







