
จับตาดีเซลแพงรอบใหม่ สหรัฐฯ จ่อห้ามส่งออก รัสเซียต่อแบนถึง 31 ต.ค. อุปทานโลกตึง
พลังงานยันดีเซลไทยไม่ขาด ตลาดโลกป่วนหนัก สหรัฐฯ-รัสเซียจ่อสกัดส่งออก ดันต้นทุนพุ่ง จับตาต้นทุนไทยกระทบค่าครองชีพ เร่งใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคา
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ อาจพิจารณาห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซล เพื่อควบคุมราคาในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นถึง 75%
- รัสเซียมีแนวโน้มขยายเวลาห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม เนื่องจากโรงกลั่นยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติ
- นโยบายของผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสองประเทศส่งผลโดยตรงให้อุปทานน้ำมันดีเซลในตลาดโลกตึงตัวและราคาผันผวน
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกที่กำลังประสบภาวะผันผวนอย่างหนักในขณะนี้ว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและขอยืนยันว่าปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองภายในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยวิกฤตด้านพลังงานทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยตรง กระทรวงพลังงานจึงขอความร่วมมือและวอนให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของสถานการณ์ด้านราคาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นโยบายผู้ผลิตรายใหญ่ดันราคาน้ำมันผันผวน
สำหรับสาเหตุหลักของความผันผวนดังกล่าวเกิดจากปัจจัยทางนโยบายของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ โดยมีรายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณายกเลิกการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากราคาปรับตัวพุ่งสูงถึง 6.50 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน
ซึ่งเป็นระดับที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 75% หรือคิดเป็นเงินไทยเทียบเท่าประมาณ 57.15 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศของสหรัฐฯ เอง
ในขณะเดียวกัน ทางด้านรัสเซียมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการห้ามผู้ผลิตส่งออกน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งภายในรัสเซียยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติภายหลังจากการถูกโจมตีโดยยูเครน
โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้เริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ในปี 2568 รัสเซียมีปริมาณการส่งออกน้ำมันดีเซลสูงถึง 813,000 บาร์เรลต่อวัน การขาดหายไปของอุปทานส่วนนี้จึงส่งผลกระทบต่อความตึงตัวของตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกจะมีความผันผวนและปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากเพียงราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากภาวะอุปทานน้ำมันดีเซลที่ตึงตัวขึ้นจากกำลังการกลั่นและปริมาณดีเซลในตลาดโลกลดลง ทำให้ราคาดีเซลปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการเข้าดูแลและควบคุมราคา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาระค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการลดราคาหน้าโรงกลั่น และการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง B20 กระทรวงพลังงานขอให้ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น และร่วมใจกันใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาที่มีความท้าทายนี้ไปได้







