
หนุนเกณฑ์ใช้ของไทย 50% คัดดาต้าเซ็นเตอร์คุณภาพ ย้ายรายมีปัญหาพ้น กทม.
เกณฑ์ใช้สินค้าและบริการในประเทศ 50% สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับเสียงหนุนทั้งจากเอกชนและนักวิชาการ แต่เห็นต่างเรื่องความพร้อม เอกชนชี้ต้องนิยามวิธีนับให้ชัดและให้เวลาพัฒนาซัพพลายเออร์ ขณะที่นักวิชาการยืนยันไทยมีศักยภาพด้านงานก่อสร้าง งานระบบ และการประกอบอุปกรณ์
KEY
POINTS
- ภาครัฐเสนอเกณฑ์ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้สินค้าและบริการในประเทศ (Local Content) ไม่น้อยกว่า 50% เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากขึ้น แต่ยังมีความเห็นต่างในทางปฏิบัติ
- มีการจัดตั้ง "บอร์ด Data Center" เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยจะคัดเลือกโครงการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศมากกว่าการใช้ทรัพยากรที่เสียไป
- มีแนวทางให้ย้ายดาต้าเซ็นเตอร์ที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อชุมชนออกจากพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น นิคมอุตสาหกรรม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากเดิมที่เน้นดึงการลงทุนและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล สู่การจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ หลังภาครัฐเร่งวางเกณฑ์กำกับตั้งแต่ ไฟฟ้า น้ำ พื้นที่ตั้ง มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความปลอดภัยของอาคาร เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรและพลังงานสูง ขณะเดียวกันเตรียมแยกเกณฑ์ตามขนาดและผลกระทบของแต่ละประเภท
ข้อเสนอให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใช้สินค้าและบริการในประเทศ หรือ Local Content ไม่น้อยกว่า 50% กำลังเป็นโจทย์สำคัญของการลงทุนรอบใหม่ แม้เอกชนและนักวิชาการเห็นตรงกันว่าไทยควรได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนมากขึ้น แต่มีมุมมองต่างกันว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะทำได้เร็วเพียงใด และควรนับมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างไร
ตั้งบอร์ด Data Center คุมเกมลงทุน
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบอุตสาหกรรม Data Center เกิดจากการหารือภายในบอร์ด BOI มานานกว่า 8-9 เดือน ก่อนที่รัฐบาลจะเห็นความจำเป็นในการจัดตั้ง บอร์ด Data Center ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจนี้มีความมุ่งเป้าและดูแลอย่างเป็นระบบ
มุมมองสำคัญคือ การพิจารณาการลงทุนจากต่างประเทศไม่ควรมองเพียงเม็ดเงินลงทุนหรือจำนวนการจ้างงาน แต่ต้องพิจารณาว่า ประเทศไทยได้รับประโยชน์กลับคืนมามากกว่าทรัพยากรที่ต้องใช้ไปหรือไม่
โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตและขยายตัวไปพร้อมกับ AI จึงควรวางหลักการว่า เมื่อเข้ามาดำเนินกิจการแล้ว คนไทยต้องได้รับประโยชน์เพื่อนำไปสร้างอนาคตให้ประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี ความรู้ และธุรกิจ
สำหรับทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำและไฟฟ้า ต้องมีเพียงพอ ต้นทุนเหมาะสม และไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม หากต้องมีการขยายระบบเพื่อรองรับโครงการ ต้นทุนส่วนเพิ่มควรเป็นภาระของผู้ลงทุน ไม่ใช่ประชาชน
Local Content 50% ต้องวัดให้ถูกจุด
สำหรับข้อเสนอให้กำหนดให้ Data Center ต้องใช้ Local Content ไม่น้อยกว่า 50% ดร.สัมพันธ์ มองว่าเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากมีความเปราะบางในการวัดผลสูง โดยต้องตอบให้ได้ก่อนว่าอะไรจะถูกนับเป็น Local Content ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดิน การจ้างงานคนไทย การก่อสร้าง หรือการใช้วัสดุและอุปกรณ์จากผู้ผลิตในประเทศ
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การทำให้เกิด Local Content 50% ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเรื่องยาก เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ผ่านการคิดค้น วิจัย และพัฒนาจากซัพพลายเออร์ต่างชาติมาเป็นเวลานาน การเปลี่ยนมาใช้ซัพพลายเออร์ไทยจึงต้องอาศัยทั้งเวลา ความสามารถ และการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี แต่ปัจจุบันยังมี Local Content ประมาณ 60% ดังนั้น หากเป็นเทคโนโลยีใหม่ อาจต้องใช้เวลาถึง 20-30 ปีในการพัฒนาสัดส่วนการผลิตภายในประเทศให้สูงขึ้น
ทั้งนี้สิ่งที่นักลงทุนกังวลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุน แต่คือ คุณภาพและความน่าเชื่อถือ เพราะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ต้องผ่านการวิเคราะห์ วิจัย และทดสอบเป็นเวลานานกว่าจะได้รับการยอมรับ ดังนั้น การกำหนด Local Content ควรมองในมิติของประโยชน์ระยะยาว มากกว่าการบังคับให้เกิดตัวเลข 50% ในทันที โดยสามารถสร้างประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่น การแบ่งปันเทคโนโลยี (Technology Sharing) ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs และภาคการศึกษา รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ
โครงสร้าง Data Center ต้องตอบโจทย์พื้นที่
สำหรับ Data Center ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนมีกฎหมายเฉพาะ ดร.สัมพันธ์ สนับสนุนการที่ กทม. เร่งตรวจสอบ โดยย้ำหลักการว่า ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของชุมชนต้องมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเก่า โครงการใหม่ หรือโครงการที่กำลังจะเข้ามา ผู้ประกอบการควรเปิดเผยข้อมูลและได้รับการตรวจสอบความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ โดยต้องพิจารณาเป็นรายกรณี เนื่องจาก Data Center แต่ละแห่งมีลักษณะแตกต่างกัน
“หากพบความเสี่ยงที่อาจกระทบชุมชน ก็ควรพิจารณาการย้ายออกจากพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ โดยไม่ควรให้ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงที่ไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน”
ส่วนกรณีที่รัฐกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ไปอยู่ในพื้นที่สีม่วงหรือนิคมอุตสาหกรรม ดร.สัมพันธ์ เห็นว่าต้องประเมินความพร้อมของพื้นที่ก่อน ไม่ควรเพียงกำหนดโซนแล้วคาดว่าจะสามารถรองรับการลงทุนได้ทันทีโดยเสนอให้จัดทำ National Data Center Mapping ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อประเมินปริมาณน้ำ ไฟฟ้า ผลกระทบข้างเคียง และความเสี่ยงในระยะยาว 20-30 ปี เนื่องจาก Data Center เป็นการลงทุนระยะยาว
แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ไทยกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือจังหวัดที่ยังไม่เคยได้รับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในระดับสูง แต่ต้องประเมินโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและไฟฟ้าให้พร้อมในระยะยาวก่อน
นักลงทุนมองเสถียรภาพมากกว่าค่าไฟ
ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ Data Center หลั่งไหลเข้ามาไทย ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Data Center ทั่วโลก ขณะที่ประเทศหรือภูมิภาคบางแห่ง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือยุโรป เริ่มมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความสามารถในการรองรับการลงทุนเพิ่มเติม ไทยจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่จากจุดเด่นด้านความเป็นกลางทางการเมือง มีพื้นที่กว้างขวาง ทรัพยากรน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเทคโนโลยีระดับโลกไม่ได้ให้ความสำคัญกับราคาน้ำหรือค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญสูงสุดคือ เสถียรภาพและความมั่นคงของระบบ หากไทยสามารถกำหนดโครงสร้างราคาและเงื่อนไขต่างๆ ได้อย่างชัดเจน นักลงทุนก็พร้อมยอมรับได้
ในกรณี Data Center รุ่นใหม่ที่ใช้ไฟฟ้าสูงถึง 100-1,000 เมกะวัตต์ ดร.สัมพันธ์ เห็นว่าต้นทุนส่วนเพิ่มจากการขยายระบบไฟฟ้าหรือน้ำเพื่อรองรับโครงการควรเป็นภาระของผู้ประกอบการทั้งหมด และต้องไม่กลายเป็นต้นทุนของประชาชน
นักวิชาการมั่นใจ 50% ทำได้ หากนับสินค้าประกอบในไทย
รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เห็นว่าเกณฑ์ Local Content 50% สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์มีความเป็นไปได้ โดยต้องนับสินค้าที่ประกอบในประเทศไทย แม้ชิ้นส่วนบางรายการนำเข้าจากต่างประเทศ
“ถ้าประกอบในเมืองไทย เรานับให้ โดยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพราะมีราคาถูกกว่า ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีศักยภาพผลิตหรือประกอบสินค้าเหล่านั้น”
รศ.ดร.มนตรีระบุว่า ส่วนที่ไทยเข้าร่วมได้คืออาคารและงานระบบ หรือ Facility ทั้งงานก่อสร้าง วัสดุ สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบระบบ ขณะที่เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์สวิตชิ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้า
สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ถูกมองว่าเป็นข้อจำกัด เขากล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่าสามารถประกอบในไทยได้ การนำเข้าจึงเป็นเรื่องการตัดสินใจด้านต้นทุน มากกว่าการไม่มีผู้ผลิตรองรับ
“ถูกกับทำได้ในประเทศไทยมันคนละเรื่องกัน”
รศ.ดร.มนตรีกล่าวว่า หากผู้ลงทุนต้องการรับสิทธิส่งเสริมการลงทุน ก็ควรสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด เกณฑ์ Local Content 50% จะจูงใจให้ซัพพลายเออร์เข้ามาผลิตหรือประกอบสินค้าในไทย ทำให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กระจายไปสู่การจ้างงานและธุรกิจในประเทศมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันการรวมตัวของผู้ประกอบการไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเตรียมรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว







