thansettakij
thansettakij
ถอดบทเรียน Data Center  มาเลเซีย-สหรัฐฯ จัดโซนนิ่งใช้ไฟฟ้าแก้ปัญหาคอขวด

ถอดบทเรียน Data Center  มาเลเซีย-สหรัฐฯ จัดโซนนิ่งใช้ไฟฟ้าแก้ปัญหาคอขวด

ถอดบทเรียนจากมาเลเซียและสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าปัญหาหลักของ Data Center ไม่ใช่การขาดแคลนไฟฟ้า แต่เป็นคอขวดจากระบบสายส่งและหม้อแปลง ที่ไม่สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่กระจุกตัวในพื้นที่เดียวได้ทัน ข้อเสนอแนะสำหรับไทยคือการจัดทำโซนนิ่ง Data Center ที่นำโดยการวางแผนด้านพลังงาน (Power-led Zoning) โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เพื่อวางแผนการลงทุนสายส่งและหม้อแปลงล่วงหน้าร่วมกับนักลงทุน

KEY

POINTS

  • ถอดบทเรียนจากมาเลเซียและสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าปัญหาหลักของ Data Center ไม่ใช่การขาดแคลนไฟฟ้า แต่เป็นคอขวดจากระบบสายส่งและหม้อแปลง ที่ไม่สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่กระจุกตัวในพื้นที่เดียวได้ทัน
  • มาเลเซียแก้ปัญหาโดยใช้กลยุทธ์สร้างโครงข่ายไฟฟ้าแบบคลัสเตอร์ในพื้นที่อุตสาหกรรม ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตขาดแคลนหม้อแปลงแรงสูงและต้องรอกระบวนการเชื่อมต่อสายส่งนานหลายปี
  • ข้อเสนอแนะสำหรับไทยคือการจัดทำโซนนิ่ง Data Center ที่นำโดยการวางแผนด้านพลังงาน (Power-led Zoning) โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เพื่อวางแผนการลงทุนสายส่งและหม้อแปลงล่วงหน้าร่วมกับนักลงทุน

จากข้อแนะนำของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ได้มีการเสนอจัดโซนนิ่ง Data Center ขนาดใหญ่ เช่น ในพื้นที่ EEC โดยวางแผนร่วมกับการไฟฟ้า เพื่อป้องกันปัญหาสายส่งและหม้อแปลงแบบที่เกิดในมาเลเซียและสหรัฐฯ 

กางบทเรียนมาเลเซีย มีไฟฟ้า แต่ส่งไปไม่ถึง

กรณีของรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตัวอย่างสำคัญ ในรายงานของ Wood Mackenzie เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ระบุถึงปัญหาของรัฐยะโฮร์ที่ไม่ได้อยู่ที่กำลังผลิตไฟฟ้าในระยะใกล้ แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็นข้อจำกัดด้านระบบส่งไฟฟ้า (Transmission) และระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution Infrastructure) โดยเฉพาะสถานีไฟฟ้าและจุดเชื่อมต่อระบบ

รายงานระบุว่า Data Center อาจมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของรัฐยะโฮร์ภายในปี 2578 ขณะที่ข้อจำกัดเร่งด่วนคือจำนวนสถานีไฟฟ้าที่รับไฟฟ้าแรงสูงระดับ 132 กิโลโวลต์ (สถานีไฟฟ้า 132 kV Main Intake Substation) และและจุดจ่ายไฟเข้าโครงข่ายที่เหมาะสมมีจำกัดในรัฐยะโฮร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน 

ความต้องการใช้ไฟฟ้า รัฐยะโฮร์ มาเลเซีย

Wood Mackenzie เสนอว่า หนึ่งในแนวทางรองรับการเติบโตอาจเป็นการใช้ระบบเชื่อมต่อแรงดันสูงขึ้น เช่น 275 kV พร้อมสถานีไฟฟ้าภายในพื้นที่ Data Center การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์เพื่อใช้เองให้มากขึ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะในระยะยาวเพื่อรองรับกลุ่มData Center

ระบบส่งไฟฟ้า กดดัน Data Center 

อัลวิน ตัน นักวิเคราะห์วิจัยด้านพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองว่าการจัดหาพลังงานเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์ข้อมูลในรัฐยะโฮร์ แต่การวิเคราะห์ของเราชี้ให้เห็นว่าความท้าทายนั้นกำลังกระจุกตัวอยู่ในระดับท้องถิ่นมากขึ้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ามีไฟฟ้าใช้ที่ไหนบ้าง มากกว่าที่จะเป็นเรื่องว่ามีไฟฟ้าใช้หรือไม่ 

พื้นที่ที่ดึงดูดการลงทุนในศูนย์ข้อมูลมากที่สุดก็เป็นพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอยู่ภายใต้แรงกดดันมากที่สุด ทำให้ความพร้อมด้านการส่งและจำหน่ายไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดการเติบโตในอนาคต ความล่าช้าในสถานีไฟฟ้าย่อย การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า หรือโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่ อาจกลายเป็นปัจจัยจำกัดการขยายตัวในอนาคต

ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในรัฐยะโฮร์

ขณะที่ The Business Times รายงานว่า ในปี 2567 รัฐยะโฮร์มีการปฏิเสธคำขอ Data Center ใหม่สูงถึงประมาณ 30% โดยปัญหาที่ถูกระบุเกี่ยวข้องกับ ตารางเวลาของสาธารณูปโภคที่ไม่สอดคล้องกับผู้พัฒนา ความไม่ชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานสถานีไฟฟ้า และปัญหาการวางแผนที่ถูกพบในช่วงท้ายของโครงการ

มาเลเซียเปลี่ยนเกม วาง Grid แบบCluster

บทเรียนดังกล่าวทำให้ Tenaga Nasional Berhad หรือ TNB ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าหลักของมาเลเซีย หันมาใช้แนวทาง Cluster-based Grid Strategy โดยเน้นการลงทุนระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีการเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูง

TNB ระบุว่าได้จัดสรรงบลงทุนด้านการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้ารวมประมาณ 43,000 ล้านริงกิต และใช้ “Green Lane Pathway” เพื่อเร่งกระบวนการเชื่อมต่อ Data Center โดยลดระยะเวลาจากเดิมประมาณ 36 เดือน เหลือเร็วสุดราว 12 เดือนในโครงการที่เข้าเกณฑ์

ข้อมูลของกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำของมาเลเซียระบุว่า ณ ไตรมาสแรกปี 2569 TNB จ่ายไฟให้ Data Center ที่ดำเนินงานอยู่ 36 แห่ง คิดเป็นกำลังการจ่ายตามแผนประมาณ 4.5 GW และรองรับ Data Center ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 23 โครงการ ซึ่งมี Maximum Demand รวมประมาณ 3.8 GW

สหรัฐฯ เจอทั้ง “สายส่งไม่ทัน-หม้อแปลงไม่พอ”

ปัญหาของสหรัฐฯ มีมากฃขึ้นตามการเติบโตของ Hyperscale Data Center และ AI Infrastructure รายงานของ Reuters ระบุว่า ความต้องการจาก Data Center กำลังทำให้เกิดการขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญของระบบไฟฟ้า เช่น Power Transformer, Circuit Breaker และ Switchgear โดยเฉพาะหม้อแปลงแรงดันสูง ซึ่งระยะเวลารอรับมอบอุปกรณ์บางประเภทเพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 160 สัปดาห์ จากประมาณ 143 สัปดาห์ในปี 2567

ดังนั้น ต่อให้มีโครงการ Data Center และมีแผนจัดหาไฟฟ้าแล้ว แต่หากหม้อแปลงและอุปกรณ์สถานีไฟฟ้าไม่สามารถจัดหาได้ทัน ก็อาจทำให้กำหนดการเปิดใช้งาน Data Center ต้องเลื่อนออกไป

Google เคยระบุว่า ระบบสายส่งไฟฟ้าของสหรัฐฯ เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการนำ Data Center เข้าสู่ระบบไฟฟ้า โดยในบางพื้นที่อาจต้องรอการเชื่อมต่อระบบนานถึง 12 ปี ทำให้บริษัทต้องพิจารณาทางเลือก เช่น การตั้ง Data Center ใกล้แหล่งผลิตไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของระบบส่ง

การใช้ไฟฟ้าของสหรัฐฯ และประมาณการในอนาคต

กระทบเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

กรณีสหรัฐฯ ยังสะท้อนว่าการกระจุกตัวของ Data Center ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องกำลังไฟฟ้าเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของระบบด้วย โดยเคยเกิดเหตุการณ์สายส่งขัดข้องในระบบ PJM ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ของสหรัฐฯเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ในพื้นที่ Northern Virginia ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี Data Center หนาแน่น

Data Center บางส่วนต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบสำรองโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้โหลดไฟฟ้าลดลงอย่างฉับพลันมากกว่า 3 GW และเกิดความผิดปกติด้านแรงดันไฟฟ้าที่ตรวจพบในพื้นที่กว้าง แม้ PJM ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความมั่นคงของระบบโดยรวมเสียหาย

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า Data Center ขนาดใหญ่มีลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่แตกต่างจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพราะมีโหลดขนาดมหาศาลและสามารถเปลี่ยนรูปแบบการใช้ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

FERC ต้องเข้ามาปรับกติกา Large Load

ปัญหาดังกล่าวทำให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ( Federal Energy Regulatory Commission หรือ FERC) ต้องเข้ามาปรับแนวทางรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล (Large Load) โดยเฉพาะ Data Center

เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 FERC มีคำสั่งให้ Regional Transmission Organizations และ Independent System Operators ทั้ง 6 แห่ง ทบทวนหรือปรับปรุงกฎการเชื่อมต่อ Data Center และผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถนำโหลดใหม่เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันต้องรักษาความมั่นคงของระบบและป้องกันไม่ให้ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานตกกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

FERC ยังคัดกรองคำขอเชื่อมต่อที่ยังไม่มีความพร้อมจริง เพราะโครงการที่ยื่นขอเชื่อมต่อจำนวนมากแต่ไม่เกิดขึ้นจริงสามารถทำให้การพยากรณ์โหลดคลาดเคลื่อน และทำให้ระบบต้องวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกินความจำเป็น

บทเรียนถึงไทย

จากบทเรียนของมาเลเซียและสหรัฐฯ แนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาสำหรับประเทศไทย คือการกำหนด Data Center Zoning ควบคู่กับ Grid Planning โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่

มีการกำหนด “Data Center Power Cluster” และประเมินความสามารถในการรองรับโหลดของแต่ละพื้นที่ล่วงหน้า ทั้งกำลังผลิต สายส่ง สถานีไฟฟ้า หม้อแปลง และจุดเชื่อมต่อระบบ และวางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้นระหว่างการไฟฟ้า ,สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EECO) และผู้พัฒนา Data Center

มีไฟฟ้าเพียงพอ ไม่เท่ากับมีสายส่งเพียงพอ

การมีไฟฟ้าเพียงพอในระดับประเทศไม่ได้หมายความว่าไฟฟ้าจะสามารถส่งไปยัง Data Center ขนาด 100 MW, 300 MW หรือ 1 GW ได้ในตำแหน่งที่ต้องการและภายในเวลาที่นักลงทุนกำหนด

บทเรียนจากมาเลเซียและสหรัฐฯ สะท้อนตรงกันว่า แม้ประเทศจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอ แต่การกระจุกตัวของ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถทำให้ระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ากลายเป็น “คอขวด” และส่งผลให้การเชื่อมต่อโครงการล่าช้าได้

ที่มา U.S. Department of Energy Wood Mackenzie