thansettakij
thansettakij
ITD ชี้ทุนโลกเปลี่ยนเกม แห่ลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ แนะไทยเร่งดึงทุนคุณภาพ

ITD ชี้ทุนโลกเปลี่ยนเกม แห่ลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ แนะไทยเร่งดึงทุนคุณภาพ

22 ก.ย. 69 | 07:55 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 69 | 07:56 น.

ITD ชี้การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนโลกเปลี่ยนจากการแข่งต้นทุน สู่เทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะแรงงาน หลัง FDI โลกปี 2568 ฟื้น 6% แตะ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทย FDI เพิ่ม 30% เร่งสร้างระบบนิเวศรับทุนคุณภาพ

KEY

POINTS

  • ทิศทางการลงทุนโลกเปลี่ยนไป โดยเงินทุนมุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีสูง เช่น AI และดาต้าเซ็นเตอร์ แทนการพิจารณาแค่ต้นทุนการผลิต
  • การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และทักษะแรงงาน
  • ITD แนะให้ไทยต้องเร่งพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงที่นำมาซึ่งเทคโนโลยีและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

22 กันยายน 2569 นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ภูมิทัศน์การลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จากเดิมที่มุ่งดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถรองรับการลงทุนที่นำเทคโนโลยี ทักษะ และมูลค่าเพิ่มสูงเข้ามา พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนและสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ เพื่อรับมือกับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและทิศทางเงินทุนโลก

นายสุภกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุนการผลิตหรือขนาดตลาดอีกต่อไป แต่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นกับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านพลังงาน ศักยภาพด้านนวัตกรรม และทักษะแรงงาน ซึ่งกำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเงินลงทุนโลก

ทั้งนี้ รายงาน World Investment Report 2026 (WIR 2026) ของ UN Trade and Development ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ หลังหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี 

อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของ FDI ยังไม่ทั่วถึง และมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้นในบางประเทศและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการลงทุนใน Strategic Sectors อาทิ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับ AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ และเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็น 44% ของมูลค่าโครงการลงทุนใหม่ (Greenfield Investment) ทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2563

ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศนวัตกรรม ทักษะแรงงาน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาคและโลก

นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD

สำหรับประเทศไทยยังมีสัญญาณเชิงบวก โดยข้อมูลของ UN Trade and Development ระบุว่า FDI inflows ของไทยเพิ่มขึ้น 30% ในปี 2568 สะท้อนโอกาสของไทยจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการกระจายฐานการลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก

นายสุภกิจ ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการลงทุนคุณภาพสูง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน ระบบนิเวศนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับจุดหมายการลงทุนอื่น ๆ

ด้านนาย Richard Bolwijn ผู้อำนวยการ Investment Research, Investment and Enterprise Division, UN Trade and Development กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิศาสตร์การลงทุนโลกและการขยายตัวของเงินลงทุนในภาคส่วนที่มีความเข้มข้นด้านเทคโนโลยีและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า ต้นทุนทางการเงิน และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน และอาจทำให้เงินทุนกระจุกตัวในประเทศและภาคธุรกิจที่มีความได้เปรียบมากขึ้น

สำหรับโอกาสของธุรกิจไทย เวทีดังกล่าวยังนำเสนอแนวทางยกระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากฐานการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจมูลค่าสูง 

 

ITD ชี้ทุนโลกเปลี่ยนเกม แห่ลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ แนะไทยเร่งดึงทุนคุณภาพ

 

ขณะเดียวกัน ในด้าน Outbound Direct Investment (ODI) ได้เปิดมุมมองให้บริษัทไทยขยายธุรกิจและการลงทุนสู่ต่างประเทศ ทั้งการเลือกตลาด การสร้างพันธมิตร การเข้าสู่ตลาดใหม่ และกลยุทธ์ขยายธุรกิจในตลาดศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา อินเดีย และยุโรปกลาง

นายสุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย แต่การคว้าโอกาสดังกล่าวจำเป็นต้องมองทั้ง Inbound Investment และ Outbound Investment ควบคู่กัน โดยการแข่งขันด้านการลงทุนในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงสิทธิประโยชน์ที่แต่ละประเทศเสนอให้ แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักลงทุน เทคโนโลยี บุคลากร และธุรกิจท้องถิ่นเติบโตไปพร้อมกัน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนโอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกให้เป็นการลงทุนที่สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร นวัตกรรม และการพัฒนาผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เงินลงทุนไม่ได้เป็นเพียงเม็ดเงินที่ไหลเข้าประเทศ แต่สามารถต่อยอดเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย