thansettakij
thansettakij
‘อนุทิน’ ถกทีมไทยแลนด์ญี่ปุ่น ยันการเมืองนิ่ง ปรับยุทธศาสตร์สู่หุ้นส่วนศก.

‘อนุทิน’ ถกทีมไทยแลนด์ญี่ปุ่น ยันการเมืองนิ่ง ปรับยุทธศาสตร์สู่หุ้นส่วนศก.

21 ก.ย. 69 | 05:15 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ย. 69 | 05:29 น.

นายกฯ อนุทิน หารือทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ชูยุทธศาสตร์ความเป็นหุ้นส่วนไทย-ญี่ปุ่น จากฐานการผลิตให้เป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ยืนยันรัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก

KEY

POINTS

  • นายกฯ อนุทิน ประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น เสนอปรับยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์
  • เน้นการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเพื่อต่อยอดฐานการผลิตเดิมและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • ยืนยันเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เพื่อเป็นจุดแข็งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นและนานาชาติ
  • ชี้ว่าความเชื่อมั่นในรัฐบาลส่งผลให้ตลาดทุนไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากเงินทุนไหลเข้าและมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้น

21 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น “ทิศทางความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต” ณ ห้อง Botan ชั้น 2 โรงแรม Imperial Tokyo กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายอนุทิน กล่าวว่า กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ คือ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง เป็นหุ้นส่วน นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน จากการผลิตให้กลายเป็นการผลิตร่วมกัน และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกันและกัน

 

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้รัฐบาลยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปประกอบการกำหนดแนวทางการทำงานและการแก้ไขปัญหา รวมถึงการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยต้องนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

“ญี่ปุ่นเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน ถึงวันนี้รูปแบบความร่วมมือและการลงทุนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่การลงทุนของญี่ปุ่นที่มีอยู่ในประเทศไทยยังคงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนและสร้างระบบงานต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน” นายอนุทิน ระบ

ปัจจุบัน ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและกำลังเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น จนดูเหมือนว่าไทยพึ่งพาญี่ปุ่นในบางด้านลดลง ไม่ได้หมายความว่า ไทยสูญเสียความสามารถในการผลิต หากสะท้อนว่าไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ในแง่แหล่งลงทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ไทยพัฒนาและสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น

 

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น

 

ต่อยอดจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ไทยมีความร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้าง Supply Chain ที่เข้มแข็งในประเทศไทย โดยมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป และมีผู้ลงทุนจากประเทศอื่นเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์

“จากนี้ไปความร่วมมือกับญี่ปุ่นคงต้องเข้ามาในรูปแบบของ Direct Investment โดยไทยควรต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมและพัฒนา Supply Chain ให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น”

ไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานรองรับการลงทุน

สำหรับประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายกฯ กล่าวว่า ไทยมีความพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง 

ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวทางเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop เข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน และสามารถขายคืนไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตให้รัฐได้ สอดคล้องกับกติกาและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนสีเขียว และการปรับโครงสร้างภาคการผลิต โดยไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น

 

มั่นใจญี่ปุ่นมีศักยภาพ ขยายสู่อุตสาหกรรมใหม่

นายกฯ ยังกล่าวถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นว่า ไทยยังคงเห็นความสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์และฐานการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และต้องการพัฒนาไปสู่สาขาใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า ญี่ปุ่นยังมีศักยภาพและความสนใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาค และไทยควรใช้โอกาสจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานในการต่อยอดความร่วมมือ โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถเชื่อมโยงกับ Supply Chain เดิมของญี่ปุ่นในประเทศไทย และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

อย่างไรก็ตามรัฐบาลขอให้ทีมไทยแลนด์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะมาประกอบการทำงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย

เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย

นายกฯ ระบุด้วยว่า รัฐบาลยังมีนโยบายเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติดทุกรูปแบบ ซึ่งได้ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีการยึดทรัพย์ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีใคร มีธุรกิจหรือส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจสีเทา ทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน ปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ทำให้ล่าสุด บริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘Negative’ (เชิงลบ) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ระดับ BBB สะท้อนทิศทางและแนวโน้มที่ดีขึ้นของไทย ที่สถาบันต่างประเทศเป็นผู้ให้การรับรอง

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น

 

ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก

นอกจากนี้ยังห่วงใยถึงปัญหาการพำนักระยะยาวเกินกำหนด (overstay) ของคนไทยส่วนหนึ่ง ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับหน่วยราชการญี่ปุ่น โดยมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป้องกัน ปราบปราม การกระทำผิดนี้ต่อไป โดยให้ความมั่นใจต่อทีมประเทศไทยว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก ทั้งเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล

รวมทั้ง ข้าราชการประจำ และกองทัพ ก็มีการทำงานร่วมกันอย่างดี ซึ่งปัจจัยความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ ที่สามารถนำไปสื่อสารสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นและนานาชาติได้

FETCO เชื่อตลาดทุนยังมีสัญญาณบวก

โอกาสนี้ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่ได้ร่วมคณะ Roadshow กับนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพัฒนาการของตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมานับเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ไทยมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสวนทางกับภูมิภาค และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยตลาดโลก 

สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อ New Growth Engine ของประเทศ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความเชื่อมั่น สอดรับกับทิศทางการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งนี้ ตลาดทุนไทยได้กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง 

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น

 

ตลท. รับมูลค่าตลาดแตะล้านล้าน หลังมีรัฐบาล

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากเสียงตอบรับของนักลงทุนต่างชาติสะท้อนชัดเจนว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีความเป็นรูปธรรมและสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้จริง เห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นหลายล้านล้านบาท นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ 

สำหรับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ผ่านความร่วมมือในหลายด้าน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผลิตภัณฑ์ DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการร่วมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของตลาดทุน โครงการ BOI-to-IPO เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยได้ 

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทจดทะเบียนไทยกับประเทศญี่ปุ่นให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

นายกฯ ออกเดินทางสู่นครนิวยอร์กก่อนร่วม UNGA81

ต่อมาในเวลา 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) เวลา 15.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง

จากนั้น เวลา 17.30–18.00 น. นายกรัฐมนตรีจะรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) จากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ เพื่อเตรียมการสำหรับภารกิจสำคัญ รวมถึงการพบหารือกับฝ่ายต่าง ๆ ในช่วงการประชุม UNGA81

สำหรับวันพรุ่งนี้ (22 กันยายน 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ พร้อมทั้งพบหารือทวิภาคีกับผู้นำต่างประเทศ และหารือกับภาคธุรกิจ เพื่อสานต่อความร่วมมือ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ