thansettakij
thansettakij
ขุดงบ 'อสมท.-ไทยพีบีเอส' 2 สื่อรัฐแบกขาดทุนอ่วม ก่อนควบรวม

ขุดงบ 'อสมท.-ไทยพีบีเอส' 2 สื่อรัฐแบกขาดทุนอ่วม ก่อนควบรวม

17 ก.ย. 69 | 08:31 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 69 | 08:47 น.

จับตาแผนปรับโครงสร้าง อสมท. เปิดทางควบรวมกับไทยพีบีเอส คลังจ่อชง ครม. สัปดาห์หน้า เจาะงบการเงินย้อนหลังเกือบ 20 ปีของทั้งสองแห่ง พบทั้งคู่กำลังแบกมรดกขาดทุนสะสม

KEY

POINTS

  • อสมท. และ ไทยพีบีเอส สองหน่วยงานสื่อของรัฐ กำลังประสบปัญหาขาดทุนสะสมอย่างหนักก่อนมีแผนควบรวมกิจการ
  • ปัญหาของ อสมท. เกิดจากวิกฤตรายได้โฆษณาที่หดตัวรุนแรงหลังการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล
  • ขณะที่ไทยพีบีเอสมีปัญหาด้านรายจ่าย โดยเฉพาะงบบุคลากรและค่าผลิตรายการที่เพิ่มสูงขึ้นจนเกินเพดานรายได้ที่ได้รับจากภาษีบาป
  • แผนการควบรวมที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. จึงเผชิญโจทย์ท้าทายว่าจะเป็นการรวมพลังเพื่อแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงการนำภาระของทั้งสององค์กรมารวมกัน

จับตาแผนปรับโครงสร้าง อสมท เปิดทางควบรวมกับไทยพีบีเอส คลังจ่อชง ครม. สัปดาห์หน้า "ฐานเศรษฐกิจ" เจาะงบการเงินย้อนหลังเกือบ 20 ปีของทั้งสองแห่ง พบทั้งคู่กำลังแบกมรดกขาดทุนสะสม โดยเฉพาะฝั่งไทยพีบีเอสที่ "งบบุคลากร-งบผลิตรายการ" กลายเป็นตัวฉุดหลักจนกินเพดานรายได้เกือบทั้งก้อน

คนร. เปิดทางควบรวมสองสื่อรัฐ

การที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบแผนปรับโครงสร้าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เพื่อพลิกฟื้นการดำเนินธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรให้กับองค์กร โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญที่บรรจุอยู่ในแผน คือ การควบรวม อสมท เข้ากับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) กำลังจุดคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องกฎหมายและโครงสร้างองค์กร นั่นคือ "งบการเงิน" ของทั้งสองแห่งที่ต่างกำลังแบกภาระตัวแดง แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เนื่องจากต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและอนุมัติในขั้นตอนต่อไป โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ภายในสัปดาห์หน้า หากไม่ทันจะเลื่อนไปเป็นสัปดาห์ถัดไป

 

การควบรวมไม่ใช่เรื่องง่าย 

การควบรวมทั้งสององค์กรไม่ใช่เรื่องที่ดำเนินการได้โดยง่าย เนื่องจากทั้งคู่อยู่ภายใต้กฎหมายที่แตกต่างกัน หากรัฐบาลมีนโยบายเดินหน้าจริง จะต้องพิจารณาปรับแก้กฎหมายและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ยิ่งไปกว่านั้น แม้ไทยจะเคยมีประสบการณ์ควบรวมรัฐวิสาหกิจมาแล้ว เช่น กรณี บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (TOT) กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้มีเพียงประเด็นด้านกฎหมายเท่านั้น ยังต้องบริหารจัดการเรื่องโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมการทำงาน และการปรับบทบาทของบุคลากรและหน่วยงานให้สอดคล้องกัน

เพื่อทำความเข้าใจว่าการควบรวมครั้งนี้กำลังจะรวม "อะไร" เข้าด้วยกัน "ฐานเศรษฐกิจ" จึงเจาะลึกรายงานประจำปีที่เปิดเผยบนเว็บไซต์ของทั้ง "บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)" หรือ MCOT สื่อยักษ์ใหญ่ระดับรัฐวิสาหกิจแห่งแรกที่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ

มหากาพย์ อสมท. จากยุคทองทีวีอนาล็อก สู่ขาดทุนสะสม

การแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนของ บมจ.อสมท ในปี 2547 นับเป็นช่วงเวลาหอมหวานที่สุดของสื่อทีวีดั้งเดิม ก่อนถูกทดแทนด้วยดิจิทัลทีวีและสื่อออนไลน์ จนขาดทุนอย่างสาหัส

2547-2556 ยุคเริ่มต้นและช่วงพีคของกำไร

อสมท. แปรรูปเป็นบริษัทมหาชนด้วยทุนจดทะเบียน 3,835 ล้านบาท ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2547 บริษัททำรายได้รวม 840.6 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 158.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 18.9%

ปีถัดมา (2548) อสมท  มีรายได้รวม 3,478.4 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,103.8 ล้านบาท ดันอัตรากำไรสุทธิพุ่งเป็น 31.7% พร้อมสินทรัพย์รวม 7,661.2 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินจำกัดไว้เพียง 1,432.4 ล้านบาท

จากนั้นบริษัทเดินหน้าทำกำไรต่อเนื่องเป็นทศวรรษ ปี 2549 ทำสถิติกำไรสุทธิ 1,504.9 ล้านบาท ด้วย ROE สูงถึง 23.1% ก่อนที่รายได้จะไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ แตะ 4,864.9 ล้านบาทในปี 2552 กระทั่งปี 2553 รายได้ทะยานแตะ 5,639.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,423.5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมทะลุ 10,389.3 ล้านบาท

แม้ในปี 2554 จะเผชิญวิกฤตมหาอุทกภัย บริษัทยังประคองรายได้ไว้ที่ 5,312.7 ล้านบาท แม้ค่าใช้จ่ายพนักงานจะพุ่งถึง 1,306.3 ล้านบาท จนกำไรลดลงเล็กน้อย 5% เหลือ 1,376 ล้านบาท และในปี 2556 อสมท ก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยรายได้รวม 5,984.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงสุดรอบทศวรรษที่ 1,528 ล้านบาท

จุดพลิกผัน ใบอนุญาตดิจิทัลทีวี 4,000 ล้าน

ทว่าปลายปี 2556 คือจุดเริ่มต้นแห่งหายนะ เมื่อ อสมท ชนะประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 2 ช่อง มูลค่ารวมสูงถึง 4,000 ล้านบาท

ผลพวงปรากฏชัดในปี 2557 เมื่อดิจิทัลดิสรัปชันและการเมืองที่ผันผวนพ่นพิษใส่รายได้ ดิ่งลง 26% เหลือ 4,454.5 ล้านบาท ฉุดกำไรสุทธิวูบหายกว่า 69% เหลือเพียง 481 ล้านบาท ขณะต้องแบกภาระค่าตัดจำหน่ายใบอนุญาตให้ กสทช. ปีละ 183 ล้านบาท ดันหนี้สินรวมพุ่งแตะ 5,533.6 ล้านบาท

ปี 2558 รายได้ลดต่อเนื่อง 14% เหลือ 3,840.1 ล้านบาท โดยรายได้โฆษณาโทรทัศน์ดิ่ง 31% เหลือ 1,678 ล้านบาท ฉุดกำไรสุทธิเหลือเพียง 44 ล้านบาท

เข้าสู่ยุคขาดทุน-เกมบัญชีเพื่อความอยู่รอด

ปี 2559 อสมท พลิกสู่ "สภาวะขาดทุน" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ -757.79 ล้านบาท และทรุดหนักสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2560 ที่ขาดทุน -2,543.27 ล้านบาท จากรายได้รวมเหลือเพียง 2,736 ล้านบาท บวกกับการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์และใบอนุญาต

แม้ในปี 2561 จะคุมต้นทุนเข้มข้น แต่ฐานรายได้ที่หดเหลือ 2,562 ล้านบาท ยังทำให้ขาดทุน -378.01 ล้านบาท จน อสมท ต้องตัดสินใจคืนช่องรายการ MCOT Family (ช่อง 14) ในเดือนกันยายน 2562 เพื่อหยุดเลือดไหลออก

ในปี 2563 วิกฤตโควิด-19 บีบให้บริษัทต้องบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์อีกกว่า 1,154 ล้านบาท พร้อมตั้งงบโครงการร่วมใจจากองค์กร (Early Retirement) 432 ล้านบาท ดันผลขาดทุนสุทธิหนักถึง -2,020 ล้านบาท

เป็นน่าสังเกตว่าตัวเลข "กำไร" ที่กลับมาในบางปีนั้น มักเกิดจากรายการทางบัญชีมากกว่าการดำเนินงานจริง ทั้งปี 2564 ที่พลิกมีกำไร 164.27 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับมูลค่ายุติธรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 72.29 ล้านบาท และชัดเจนที่สุดในปี 2566 ที่รายงานกำไร 587.36 ล้านบาท มาจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของที่ดินสูงถึง 1,070.29 ล้านบาท หากหักส่วนนี้ออก การดำเนินงานหลัก (Core Operation) ยังขาดทุนถึง -269 ล้านบาท

สองปีล่าสุดกลับสู่แดนลบชัดเจน ปี 2567 รายได้หดเหลือ 1,169 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ -316.72 ล้านบาท และปี 2568 รายได้หลักถดถอยต่อเนื่องเหลือเพียง 1,124 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ -308.34 ล้านบาท

ไทยพีบีเอส "งบบุคลากร-ผลิตรายการ" กลืนกินภาษีบาป

ข้ามฟากมาพิจารณาฝั่ง "ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.)" พบว่า สื่อสาธารณะแห่งนี้มีกฎหมายคุ้มครองการหารายได้โดยอิงระบบ "ภาษีสรรพสามิตเฉพาะ" หรือที่เรียกติดปากว่า "ภาษีบาป" ในอัตรา 1.5% ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนหาโฆษณาเชิงพาณิชย์เหมือน อสมท โดยกฎหมายกำหนด เพดานรายได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี

2551-2559 ยุคเกินดุล

ในปีก่อตั้ง (2551) ไทยพีบีเอสมีรายได้รวม 1,190.87 ล้านบาท เทียบกับรายจ่าย 1,102.42 ล้านบาท มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายสุทธิ 87.45 ล้านบาท จากนั้นสถานะการเงินแข็งแกร่งต่อเนื่อง ปี 2553 มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายสุทธิถึง 847.65 ล้านบาท และปี 2554 มีส่วนเกิน 514.63 ล้านบาท แม้จะอยู่ในช่วงย้ายไปสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ โดยสินทรัพย์รวมขยับขึ้นแตะ 5,119.54 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2559 จะยังรักษาสถานะรายได้สูงกว่ารายจ่ายสุทธิได้ที่ 10.44%

"งบบุคลากร-งบผลิตรายการ" ตัวการฉุดงบดิ่งเหว

หัวใจของปัญหาการเงินไทยพีบีเอสอยู่ที่รายจ่ายสองก้อนหลัก คือ ค่าตอบแทนบุคลากร และ งบจัดหา-ผลิตรายการ ซึ่งเมื่อไล่เรียงตัวเลขย้อนหลัง จะเห็นเส้นทางการเติบโตที่ชันขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกินฐานรายได้ที่ถูกล็อกเพดานไว้

เริ่มจากปี 2554 งบจัดหาและผลิตรายการอยู่ที่ 641.85 ล้านบาท ขณะที่งบค่าตอบแทนพนักงานอยู่ที่ 414.25 ล้านบาท รวมสองก้อนราว 1,056 ล้านบาท หรือคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายจ่ายรวมในปีนั้น (1,570.11 ล้านบาท) ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ปี 2557 ต้นทุนการจัดหาและผลิตรายการอยู่ที่ 571.40 ล้านบาท ส่วนภาระด้านบุคลากรและค่าตอบแทนพนักงานเพิ่มเป็น 506.64 ล้านบาท สะท้อนแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายบุคลากรค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสวนทางกับเพดานรายได้ที่ไม่ขยับ

แต่จุดที่น่าตกใจที่สุดปรากฏในปี 2565 เมื่องบบุคลากรพุ่งทะยานขึ้นไปแตะ 736.99 ล้านบาท และงบจัดหาผลิตรายการพุ่งสู่ 1,165.82 ล้านบาท เมื่อนำสองรายการนี้มารวมกันจะสูงถึงราว 1,902.81 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ เกือบเท่ากับเพดานรายได้สูงสุด 2,000 ล้านบาทที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งก้อน

พูดง่าย ๆ คือ ลำพังแค่ค่าจ้างคนและค่าผลิตคอนเทนต์สองรายการ ก็แทบจะกินเงินอุดหนุนสูงสุดที่องค์การพึงมีจนหมด โดยยังไม่นับรวมรายจ่ายด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน และค่าดำเนินการอื่น ๆ

เมื่อเทียบระยะห่างจากปี 2554 ถึง 2565 จะพบว่างบค่าตอบแทนบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก 414.25 เป็น 736.99 ล้านบาท หรือโตขึ้นเกือบ 78% ขณะที่งบผลิตรายการเพิ่มจาก 641.85 เป็น 1,165.82 ล้านบาท หรือโตขึ้นราว 82% ในช่วงเวลาเดียวกัน สวนทางกับรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์การที่แทบไม่ขยับ เพราะติดเพดานกฎหมาย นี่คือภาพของ "กรรไกรทางการเงิน" ที่ด้านรายจ่ายบานออกต่อเนื่อง แต่ด้านรายได้ถูกตรึงแน่น

ปี 2564 จุดเปลี่ยนสู่ตัวแดง

ผลจากแรงกดดันด้านรายจ่ายข้างต้น ทำให้จุดพลิกเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อไทยพีบีเอสเริ่มขาดดุลเป็นครั้งแรกที่ -155.25 ล้านบาท โดยในปีนั้นรายจ่ายผลิตรายการและค่าตอบแทนบุคลากรรวมกันพุ่งสูงถึง 2,826.95 ล้านบาท ท่ามกลางการเริ่มลงทุนด้านไอทีและระบบคลาวด์

อาการทรุดหนักชัดเจนขึ้นในปี 2565 เมื่อค่าใช้จ่ายรวมพุ่งทะยานถึง 2,915.21 ล้านบาท ซึ่งมีงบบุคลากร 736.99 ล้านบาท และงบผลิตรายการ 1,165.82 ล้านบาท เป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้การดำเนินงานติดลบเป็นประวัติการณ์ที่ -251.86 ล้านบาท ก่อนจะขาดดุลต่อเนื่องในปี 2566 ที่ -275.60 ล้านบาท จากรายจ่ายเชิงไอทีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังโตไม่หยุด และปี 2567 ที่ -177.90 ล้านบาท

เมื่อรวมผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (2565-2567) ไทยพีบีเอสขาดดุลสะสมสุทธิถึง -705.30 ล้านบาท โดยแรงฉุดหลักมาจากสองด้าน คือ ค่าใช้จ่ายบุคลากรและค่าใช้จ่ายด้านสารสนเทศ (IT) ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น แต่เพดานเงินอุดหนุนถูกล็อกไว้ที่ 2,000 ล้านบาทมานานถึง 15 ปี จนวุฒิสภาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณเกินขอบเขตที่ได้รับ และการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษอย่างเข้มข้น

ปฏิรูปงบประมาณ หวังลบภาพจำตัวแดง

เพื่อยุติวิกฤตงบประมาณจมแดงต่อเนื่อง ในปี 2568 ไทยพีบีเอสตัดสินใจปฏิรูปกรอบงบประมาณยุทธศาสตร์ใหม่เหลือ 1,186.83 ล้านบาท (44.53%) และจำกัดงบโครงสร้างพื้นฐานสื่อสารและกลไกสนับสนุนไว้ที่ 717.35 ล้านบาท (26.92%) โดยตั้งเป้ากลับมาเกินดุลสะสมที่ 50.99 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2569 จะล็อกเพดานงบประมาณรวมไว้ที่ 2,650 ล้านบาท เพื่อประคองสถานะทางบัญชีให้พ้นความเสี่ยง

การปฏิรูปครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญว่า ไทยพีบีเอสกำลังพยายามรื้อโครงสร้างรายจ่ายก้อนใหญ่ ทั้งงบผลิตรายการและงบบุคลากร ที่เคยเป็นตัวถ่วงหลัก ให้กลับมาอยู่ในกรอบที่รายได้ตามเพดานกฎหมายจะรองรับได้

รวมพลัง หรือ รวมภาระ?

ภาพงบการเงินของสองสื่อรัฐจึงสะท้อน "โจทย์ควบรวม" ที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ด้านหนึ่ง อสมท เผชิญวิกฤตเชิงรายได้ที่หดตัวจากการถูกดิจิทัลดิสรัปต์ รายได้เชิงพาณิชย์จากโฆษณาทีวี-วิทยุถดถอยลงจนเหลือระดับพันล้านต้น ๆ จากที่เคยทำได้เกือบ 6,000 ล้านบาท แต่จุดแข็งที่ยังเหลืออยู่คือ "สินทรัพย์" โดยเฉพาะที่ดินมูลค่าสูงที่ช่วยประคองงบดุลในรูปกำไรทางบัญชี

อีกด้านหนึ่ง ไทยพีบีเอส มีรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้จากภาษีบาป ไม่ต้องแข่งขันหาโฆษณา แต่รายจ่ายบุคลากรและงบผลิตรายการกลับบวมขึ้นทุกปี จนสองรายการนี้กลืนกินเพดานรายได้ทั้งก้อน

ปัญหาของไทยพีบีเอสจึงไม่ใช่ "หารายได้ไม่ได้" แต่เป็น "รายจ่ายโตเกินกรอบที่กฎหมายอนุญาตให้หารายได้"

คำถามสำคัญที่ ครม. ต้องพิจารณา จึงไม่ใช่แค่ว่าจะควบรวมได้ตามกฎหมายหรือไม่ แต่คือการนำสองสื่อรัฐที่ต่างขาดทุนสะสม แต่มีรากปัญหาและโมเดลรายได้คนละแบบ มาหลอมรวมกัน จะก่อให้เกิด "การประหยัดต่อขนาด" (Economies of Scale) ที่พลิกฟื้นทั้งคู่ได้จริง เช่น การรวมโครงสร้างพื้นฐาน ลดความซ้ำซ้อนของบุคลากรและระบบไอที รวมถึงการใช้ทรัพยากรผลิตรายการร่วมกัน หรือจะเป็นเพียงการนำภาระสองก้อนมากองรวมกัน พร้อมความเสี่ยงเรื่องการปะทะกันของวัฒนธรรมองค์กร "สื่อพาณิชย์" กับ "สื่อสาธารณะ" ที่มีเป้าหมายและ DNA แตกต่างกัน

ที่สำคัญ หากการควบรวมทำให้ฐานบุคลากรและงบผลิตรายการยิ่งขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่มีการรีดไขมันหรือปรับโครงสร้างรายจ่ายอย่างจริงจัง สิ่งที่เคยเป็น "ตัวการฉุดตัวแดง" ของไทยพีบีเอส ก็อาจกลายเป็นภาระที่ใหญ่ขึ้นขององค์กรใหม่ที่ถือกำเนิดจากการควบรวม

ทั้งหมดนี้ ยังต้องรอ ครม. พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนต่อไป เพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมสำหรับอนาคตของทั้งสององค์กร

ที่มาข้อมูล: รายงานประจำปี mcot.net และ thaipbs.or.th