
เตือนภัย "แอปเงินกู้เถื่อน" เสี่ยงถูกดูดข้อมูล-แบล็กเมล์-ทวงหนี้โหด
ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์เตือนภัย "แอปเงินกู้เถื่อน" เสี่ยงถูกดูดข้อมูล-แบล็กเมล์-ทวงหนี้โหด ย้ำแอปใน App Store หรือ Play Store ไม่ได้รับประกันความปลอดภัย แนะรัฐทำงานเชิงรุกทั้ง DE-ตำรวจไซเบอร์-แบงก์ชาติ
KEY
POINTS
- แอปเงินกู้เถื่อนมีความเสี่ยงตั้งแต่การติดตั้ง โดยจะขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์ เช่น รูปภาพ รายชื่อผู้ติดต่อ และตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อนำไปใช้แบล็กเมล์ข่มขู่และกดดันคนรอบข้าง
- แอปใน App Store หรือ Play Store ไม่ได้รับประกันความปลอดภัยเสมอไป เนื่องจากแพลตฟอร์มไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้พัฒนาได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่ออย่างถูกกฎหมายหรือไม่
- รูปแบบของแอปเงินกู้เถื่อนมีทั้งการหลอกให้โอนเงินโดยไม่ได้ให้กู้จริง และการให้กู้ยืมที่คิดดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายร่วมกับการใช้วิธีทวงหนี้ที่รุนแรง
นายนรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ ถึงกรณีโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับแอปเงินกู้เถื่อน โดยมีทั้งผู้ที่เดือดร้อนจากการถูกทวงหนี้โหด ไปจนถึงการแชร์เทคนิคบิดหนี้ หรือการไม่ชำระคืนหนี้
แค่ติดตั้งแอป ชีวิตก็เสี่ยงทันที
นายนรินทร์ฤทธิ์ เตือนภัยอันตรายของแอปเงินกู้เถื่อนว่า สิ่งที่น่ากังวลคือภัยไม่ได้เริ่มต้นเมื่อผู้เสียหายถูกทวงหนี้ แต่เริ่มตั้งแต่การดาวน์โหลดและติดตั้งแอป โดยแอปบางประเภทอาจถูกดาวน์โหลดจากนอก App Store หรือ Play Store ในรูปแบบ APK ขณะที่บางแอปสามารถปรากฏอยู่บน Store ได้ ดังนั้น การที่แอปอยู่ใน Store ไม่ได้หมายความว่าแอปนั้นถูกกฎหมายหรือปลอดภัยเสมอไป
เมื่อผู้ใช้งานติดตั้งแอป สิ่งที่ต้องระวังคือการอนุญาตให้แอปเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ในโทรศัพท์ เพราะผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์ที่แอปร้องขออย่างละเอียด
นายนรินทร์ฤทธิ์ ยกตัวอย่างว่า หากแอปสามารถเข้าถึงแกลเลอรีได้ รูปภาพหรือคลิปส่วนตัวอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ ขณะเดียวกัน หากแอปเข้าถึง GPS ก็อาจทำให้มิจฉาชีพทราบตำแหน่งของผู้ใช้งาน รวมถึงหากเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อและประวัติการโทร ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปกดดันคนรอบข้างของผู้เสียหายได้
โดยเฉพาะข้อมูลประวัติการโทร ที่อาจทำให้มิจฉาชีพสามารถคัดเลือกบุคคลที่ผู้เสียหายติดต่อเป็นประจำ เช่น คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ลูกน้อง หรือเจ้านาย ก่อนนำข้อมูลไปใช้โทรศัพท์กดดัน หรือกล่าวหาผู้เสียหายต่อบุคคลเหล่านั้น
แอปใน App Store - Play Store ไม่ปลอดภัย 100%
นายนรินทร์ฤทธิ์ ชี้ว่า การที่แอปพลิเคชั่นปรากฏอยู่บน App Store หรือ Play Store ไม่ได้หมายความว่าได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ให้บริการสินเชื่ออย่างถูกกฎหมาย เพราะการตรวจสอบของแพลตฟอร์มเป็นการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนผู้พัฒนา (Developer Identification) โดยใช้ DUNS Number (Data Universal Numbering System) สำหรับการลงทะเบียนในนามนิติบุคคล
DUNS Number เป็นการตรวจสอบการจดทะเบียนพาณิชย์ และแสดงเลขประจำตัวนิติบุคคลที่ถูกต้องกับกระทรวงพาณิชย์ ส่วนการลงทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาจะใช้เอกสารยืนยันตัวตน เช่น บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต
อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มไม่ได้ตรวจสอบลึกไปถึงขั้นว่า ผู้พัฒนาได้รับใบอนุญาตหรือได้รับการอนุมัติให้ประกอบธุรกิจกู้เงินอย่างถูกต้องจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ และชื่อ Developer Name อาจไม่ใช่ชื่อบริษัทจริง
"ชื่อผู้พัฒนาที่ปรากฏอยู่หน้า Store อาจเป็นเพียงชื่อแบรนด์ที่ผู้พัฒนาตั้งขึ้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับชื่อนิติบุคคลจริงที่ใช้จดทะเบียน DUNS Number และช่องข้อความที่ระบุเงื่อนไขหรือรายละเอียดของแอป ผู้พัฒนาสามารถพิมพ์อะไรลงไปก็ได้โดยที่แพลตฟอร์มไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหานั้นๆ" นายนรินทร์ฤทธิ์ ย้ำ
3 กับดัก แอปเงินกู้เถื่อน
นายนรินทร์ฤทธิ์ จำแนก "แอปเงินกู้เถื่อน" ออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มที่เป็นแอปมิจฉาชีพและไม่มีเงินให้กู้จริง แต่หลอกเอาข้อมูลหรือหลอกให้โอนเงิน ,กลุ่มที่มีเงินให้กู้จริงแต่คิดดอกเบี้ยสูงและใช้วิธีติดตามทวงหนี้อย่างรุนแรง และกลุ่มที่ปลอมแปลงเป็นผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกเอาข้อมูลจากผู้ใช้งาน
“สุดท้ายพวกนี้หลอกผู้ใช้งานเพื่อเอาเงิน เพียงแต่จะเอาเงินในรูปแบบใด และความเสียหายมากขนาดไหน ในกรณีแอปที่ไม่มีเงินให้กู้จริง มิจฉาชีพอาจหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินล่วงหน้า โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการ หรือเงื่อนไขในการอนุมัติวงเงิน ก่อนจะเรียกให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายไม่ได้รับเงินกู้ตามที่กล่าวอ้าง” นายนรินทร์ฤทธิ์กล่าว
รัฐต้องเปลี่ยนจาก “Blacklist” เป็น “Whitelist”
ในมุมของการกำกับดูแล อ.ฝน มองว่า ปัจจุบันการจัดการปัญหายังมีลักษณะค่อนข้าง Passive คือรอให้เกิดความเสียหาย และมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งก่อนจึงดำเนินการ ซึ่งภาครัฐควรเพิ่มกระบวนการเชิงรุก หรือ Proactive ด้วยการเฝ้าระวังแอปหรือบริการเงินกู้ที่เกิดขึ้นใหม่ และตรวจสอบตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างความเสียหายให้ประชาชน
นายนรินทร์ฤทธิ์ ระบุว่า การใช้วิธี Blacklist หรือการขึ้นบัญชีดำแอปและเว็บไซต์ที่ถูกร้องเรียนอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของมิจฉาชีพ เพราะเมื่อเว็บไซต์หรือแอปหนึ่งถูกบล็อก มิจฉาชีพสามารถเปลี่ยนไปใช้ช่องทางใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
แนวทางที่เสนอคือการเปลี่ยนมาใช้แนวคิด Whitelist โดยให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง และให้ประชาชนตรวจสอบผู้ให้บริการก่อนทำธุรกรรม หากไม่พบชื่อในฐานข้อมูลที่ได้รับการรับรอง ก็สามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวัง
ปัจจุบันมีเว็บของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับ “เช็กแอปเงินกู้” โดยสามารถตรวจสอบองค์กร หรือหน่วยงานทั้งที่เป็นbank และ non-bank ที่ได้รับไลเซนส์ถูกต้องตามกฎหมายในการให้บริการเงินกู้
เสนอปฏิบัติการร่วม "DE-ตำรวจไซเบอร์-แบงก์ชาติ"
สำหรับการป้องกันปัญหาในระดับประเทศ อ.ฝนมองว่าไม่ควรเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเป็น “Joint Task” หรือปฏิบัติการร่วม เนื่องจากปัญหาเชื่อมโยงทั้งด้านเทคโนโลยี อาชญากรรม และการเงิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตำรวจไซเบอร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงศูนย์ AOC 1441 เข้ามาทำงานร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังควรยกระดับการทำงานจากการรับแจ้งเหตุไปสู่การเฝ้าระวังเชิงรุก เช่น การตรวจจับบัญชีม้า และการวิเคราะห์สัญญาณผิดปกติก่อนที่จะเกิดความเสียหาย พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้เร็วขึ้น
แนะซ้อมรับมือ “ไซเบอร์สแกม” เหมือนซ้อมหนีไฟ
นายนรินทร์ฤทธิ์ มองว่า การให้ความรู้ประชาชนไม่ควรหยุดอยู่ที่การประชาสัมพันธ์หรือการเตือนภัยเป็นครั้งคราว แต่ควรพัฒนาเป็นการสร้างทักษะและซักซ้อมการรับมือจริง โดยเปรียบเทียบกับการซ้อมหนีไฟหรือการซ้อมรับมือเหตุคนร้ายในโรงเรียน
แนวคิดดังกล่าวคือการทำให้ประชาชน โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา พนักงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ สามารถตรวจจับสัญญาณผิดปกติได้ด้วยตัวเอง เช่น เมื่อมีบุคคลโทรมาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ หรือส่งข้อความขอให้โอนเงิน จะสามารถตั้งข้อสงสัยและหยุดตรวจสอบก่อนดำเนินการ
ท้ายที่สุด การรับมือภัยจากแอปกู้เงินเถื่อนจึงไม่ควรเน้นเฉพาะการจัดการหลังเกิดเหตุ แต่ควรยกระดับตั้งแต่การตรวจสอบแอป การขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการที่ถูกต้อง การแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการสร้างทักษะให้ประชาชนรู้จัก “หยุด-ตรวจสอบ-ไม่โอน” ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง





