thansettakij
thansettakij
อาหารสัตว์ส่งหนังสือถึง ‘ศุภจี’ แจง MOU ข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน รัฐไม่ได้ลงนาม

อาหารสัตว์ส่งหนังสือถึง ‘ศุภจี’ แจง MOU ข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน รัฐไม่ได้ลงนาม

15 ก.ย. 69 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ย. 69 | 10:22 น.

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ส่งหนังสือถึง “ศุภจี” แจง MOU ข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน ไม่ใช่ข้อตกลงรัฐบาล ย้ำเอกชน 2 ฝ่ายเป็นผู้ลงนาม ไม่มีข้อผูกพันนำเข้าชี้ไทยยังจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบส่วนที่ขาด พร้อมมองข้าวโพดสหรัฐเป็นทางเลือกช่วยลดการเผาและหนุนการค้าไทย-สหรัฐ

KEY

POINTS

  • สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ได้ลงนามใน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตันตามที่เป็นข่าว
  • การลงนามดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน 2 องค์กร โดยมีภาครัฐเข้าร่วมในฐานะสักขีพยานเท่านั้น
  • MOU ฉบับนี้ไม่มีข้อผูกพันทางการค้าหรือกำหนดปริมาณการนำเข้าข้าวโพดจำนวน 1 ล้านตันแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 15 กันยายน 2569 สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ส่งหนังสือถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกระแสข่าวการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) นำเข้าข้าวโพด GMO จากสหรัฐฯ 1 ล้านตัน ยืนยันไม่ใช่การลงนามของรัฐบาลไทย และไม่มีข้อผูกพันให้นำเข้าข้าวโพดตามจำนวนดังกล่าว

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยส่งหนังสือถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณ๊การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สมาคมฯ ได้มีหนังสือถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าว MOU นำเข้าข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งเผยแพร่ในสังคมออนไลน์และทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า รัฐบาลไทยเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว

MOU เอกชน 2 ฝ่าย รัฐแค่สักขีพยาน

นายพรศิลป์ยืนยันว่า ข่าวที่ระบุว่ารัฐบาลไทยลงนาม MOU เพื่อนำเข้าข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตันนั้น ไม่เป็นความจริง โดยพิธีลงนาม MOU ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และ U.S. Grains & BioProducts Council เพื่อแสดงความร่วมมือด้านการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไทยมีความต้องการใช้สูงและมีปริมาณไม่เพียงพอ

การลงนามดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างผู้แทนของทั้งสององค์กรภาคเอกชน ไม่มีหน่วยงานภาครัฐของไทยหรือสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมลงนามในฐานะคู่สัญญาแต่อย่างใด นอกจากนี้ เนื้อหา MOU ยังมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือเพื่อจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ของประเทศ โดยไม่มีข้อผูกพันทางการค้า ไม่มีการกำหนดปริมาณการซื้อขาย และไม่มีการระบุว่าไทยจะต้องนำเข้าข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตันตามที่มีการเผยแพร่ เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานไม่ได้เป็นผู้ดำเนินธุรกรรมซื้อขายสินค้าโดยตรง

ส่วนภาพถ่ายที่ปรากฏร่วมกับผู้บริหารภาครัฐและถูกนำไปเชื่อมโยงจนเกิดความเข้าใจผิดนั้น นายพรศิลป์ชี้แจงว่า พิธีลงนามจัดขึ้นในช่วงการประชุมและการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จึงมีผู้บริหารภาครัฐของไทย รวมถึงคุณศุภจี เข้าร่วมถ่ายภาพในฐานะสักขีพยานของกิจกรรมเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ลงนามหรือคู่สัญญาใน MOU

ไทยยังขาดวัตถุดิบ ต้องพึ่งนำเข้า

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ระบุว่า ไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์บางส่วน เพื่อชดเชยปริมาณที่ขาดแคลนภายในประเทศ โดยการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของภาคธุรกิจในการเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ ขณะเดียวกัน การนำเข้าจากสหรัฐฯ อาจมีส่วนช่วยลดปัญหาการเผาพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่งผลต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามพรมแดน อีกทั้งยังอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ

นายพรศิลป์กล่าวว่า ในประเด็นข้าวโพด GMO นั้น เทคโนโลยีดังกล่าวผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยปัจจุบันยังมีข้อเสนอจากหลายภาคส่วนให้ไทยพิจารณานำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศในอนาคต

ย้ำ MOU ไม่มีพันธะนำเข้า 1 ล้านตัน

ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน โดยยืนยันอีกครั้งว่า MOU ที่ลงนามเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชน คือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และ U.S. Grains & BioProducts Council ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาลไทย

ดังนั้น MOU ฉบับดังกล่าวจึงไม่มีข้อตกลงผูกพันให้ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตันตามที่มีการเผยแพร่ในกระแสข่าว ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในอนาคตยังเป็นเรื่องของความจำเป็นด้านปริมาณวัตถุดิบและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ