
มติครม. อัดงบเฉียดแสนล้าน ลงทุนระบบชลประทาน “เจ้าพระยาฝั่งตะวันออก”
มติครม. เห็นชอบปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก 8 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี
KEY
POINTS
- มติครม. อนุมัติโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงิน 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (พ.ศ. 2570 – 2575)
- มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากและแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- โครงการครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด โดยจะปรับปรุงคลอง 22 สาย และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย
- คาดว่าจะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจกว่า 258,000 ไร่ และเพิ่มน้ำสำรองสำหรับฤดูแล้ง
15 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กรมชลประทาน ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับสาระสำคัญของโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง มีกรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน
ระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท จะเร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ
ระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ
โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี







