
“พูนพงษ์” ว่าที่ปลัดพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจรับมือการค้าโลกยุคใหม่
“พูนพงษ์” ว่าที่ปลัดพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วน รับมือการแข่งขันการค้าโลก เดินหน้าลดค่าครองชีพ ดัน SME ส่งออก ลุย FTA ปราบนอมินี-สินค้าผิดกฎหมาย
KEY
POINTS
- นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ กำหนด 9 ภารกิจเร่งด่วนเพื่อปรับโครงสร้างกระทรวงฯ ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก
- นโยบายหลักมุ่งเน้นการดูแลค่าครองชีพของประชาชน สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และผลักดันผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
- เร่งรัดการเพิ่มมูลค่าการส่งออกโดยเน้นสินค้านวัตกรรมและมูลค่าสูง พร้อมเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดการค้าใหม่ๆ
15 กันยายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ และภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง โดยได้กำหนด 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อรองรับการค้าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องเผชิญท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง
เปิด 9 ภารกิจปลัดพาณิชย์ป้ายแดง
สำหรับ 9 ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการ ประกอบด้วยระยะสั้นและระยะกลาง มีรายละเอียดดังนี้
1. ดูแลค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม โดยการใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการ ไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 3 มาตรการหลัก
- ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น
- ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่าน มาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ’
- อุดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย
2. สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน เน้นป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และ ดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรจนขาดทุน เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
ดัน SME ไทยสู่ตลาดโลก
3. สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME โดยผู้ประกอบการ SME ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของ SMEs ไทย มีสัดส่วนเพียง 14% ของมูลค่าการส่งออกรวม ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากดังนั้น การสร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME อย่างจริงจังและเป็นระบบจึงเป็นภารกิจหลักที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างจริงจัง อาทิ การขยายช่องทางทางการค้า ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ e-Commerce
โดยร่วมกันกับทุกกรมดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึก ตามศักยภาพ ของ SME โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้โดยสนับสนุนให้รายเล็กเป็นรายกลางและรายกลางเป็นรายใหญ่
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเน้นที่การส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าควบคู่กับจำนวนรายการปัจจุบัน
ทั้งนี้ ประเทศไทยมี SMEs 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด เกิดการจ้างงาน 13 ล้านคน และสร้าง GDP 34.8%โดย 7 เดือน ปี 2569 (มกราคม -กรกฎาคม)
โดยการส่งออกของ SMEs มีมูลค่า 32,817.8 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 14.2% ของมูลค่าส่งออกรวม โดยเน้น 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
- เสริมแกร่งด้วยดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ทั้งการเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาด การไลฟ์สดขายสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
- ขยายช่องทางการตลาดและพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
- ยกระดับการบริหารจัดการและการเงิน เช่น การเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าปลีกดั้งเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่
- ส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าด้วยโมเดล SME Pro-active เดินทางเข้าร่วมงาน แสดงสินค้าในต่างประเทศและระดับนานาชาติ หรือมีการเจรจาการค้าในต่างประเทศ
4. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ แม้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยจะเติบโตและทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องมาหลายปี อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการที่เป็นของคนไทยทั้งหมด มีสัดส่วนประมาณ 25% เท่านั้น ดังนั้น ก้าวใหม่ของการส่งออกไทยจะเปลี่ยนวิธีเป็นชี้นำด้วยความต้องการของตลาดโลกกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน
4.1 ยกระดับสินค้าจากเชิงปริมาณสู่นวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น การแปรรูป สินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยมายกระดับให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และสารสกัดเพื่อการแพทย์
4.2 ยกระดับภาคบริการศักยภาพสูง เช่น ธุรกิจ Soft Power และอุตสาหกรรม สร้างสรรค์ คอนเทนต์ไทย ภาพยนตร์ ซีรีย์ แอนิเมชัน เกม, ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ
เร่งเจรจา FTA เปิดตลาดใหม่
5. เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ปัจจุบันไทยมีความตกลงทางการค้า (FTA) จำนวน 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ โดยแบ่งเป็นความตกลงระดับทวิภาคี 9 ฉบับ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เปรู ชิลี อินเดีย ศรีลังกา EFTA สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป และ FTA ภูฏาน FTA ระดับภูมิภาค 8 ฉบับ ประกอบด้วย
- ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-เกาหลีใต้
- ความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-ฮ่องกง
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน
- ความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์
- ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
- ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น
- ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย
ปราบนอมินี-สินค้าผิดกฎหมาย
6. ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SMEไทย
6.1 การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรอง บริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ
6.2 การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น
7. ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปรับโฉมกระทรวงพาณิชย์สู่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย
โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันด้วยซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยีส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความ สะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่
รื้อกฎเก่า ปลดล็อกธุรกิจ
8. แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่โลกการค้าได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีกฎและระเบียบที่ปรับปรุงเป็นหน่วยสนับสนุนให้บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่
9. ดูแลและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือตัวช่วยและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการ และคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง





