thansettakij
thansettakij
"กฤษฎีกา" ห่วงดึงกองทุนไฟฟ้า  2 หมื่นล้าน จ่ายค่าไฟสาธารณะ กระทบคนใช้ไฟ

"กฤษฎีกา" ห่วงดึงกองทุนไฟฟ้า 2 หมื่นล้าน จ่ายค่าไฟสาธารณะ กระทบคนใช้ไฟ

14 ก.ย. 69 | 00:00 น.

กฤษฎีกาเตือนร่าง พ.ร.บ.พลังงานที่ ครม. เห็นชอบ ให้ดึงเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งมีสินทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้านบาท จ่ายค่าไฟสาธารณะ หวั่นกระทบต้นทุนและประชาชนผู้ใช้ไฟ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยสาระสำคัญคือการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ให้สามารถนำเงินจาก กองทุนพัฒนาไฟฟ้า มาใช้จ่ายเป็นค่าไฟฟ้าสาธารณะสำหรับแสงสว่างในพื้นที่หรือทางสาธารณะ พร้อมปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้เชื่อมโยงกับนโยบายพลังงานแห่งชาติ แก้ไขลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหา และให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว หาก กกพ. เหลือกรรมการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง 4 คน

อย่างไรก็ตาม นายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำหนังสือเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. โดยแม้จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ ครม. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการได้ แต่สำนักงานฯ ก็มี ข้อสังเกต 3 ประเด็นสำคัญ ที่สะท้อนความห่วงกังวลต่อร่างกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่ 1 ต้องผ่านคณะกรรมการทุนหมุนเวียนก่อน การแก้วัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าให้นำเงินไปจ่ายค่าไฟฟ้าสาธารณะ ถือเป็นการแก้ไขวัตถุประสงค์การจัดตั้งทุนหมุนเวียนตาม พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 กฤษฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อพิจารณากลั่นกรองและเสนอความเห็นต่อ ครม. ก่อน แล้วจึงเสนอร่าง พ.ร.บ. ให้ ครม. พิจารณาอีกครั้ง

ประเด็นที่ 2 อาจขัดเจตนารมณ์แยกงานนโยบายออกจากงานกำกับ การให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทำหน้าที่ กกพ. ชั่วคราว ในช่วงที่กรรมการเหลือไม่ถึง 4 คน แม้มีเป้าหมายให้การทำงานต่อเนื่อง แต่กฤษฎีกาตั้งข้อสังเกตว่าหลักการนี้อาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการ แยกงานนโยบายพลังงาน งานกำกับดูแล และการประกอบกิจการพลังงานออกจากกัน

ประเด็นที่ 3 ห่วงกระทบต้นทุนและผู้ใช้ไฟ เนื่องจากเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามมาตรา 97 เป็นเงินที่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้านำส่งเข้ากองทุน หากต้องนำไปจ่ายค่าไฟฟ้าสาธารณะแทนส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการประกอบกิจการไฟฟ้าของผู้รับใบอนุญาต และอาจมีผลกระทบต่อเนื่องถึงประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าได้

เปิดฐานะการเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สินทรัพย์รวมกว่า 2.4 หมื่นล้าน

สำหรับกองทุนที่กำลังถูกจับตานี้ รายงานการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยบริษัท สำนักงานสามสิบสี่ ออดิต จำกัด (ผู้สอบบัญชี ดร.จตุรวิทย์ เขียวชะอุ่ม) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 ระบุว่า กองทุนพัฒนาไฟฟ้ามี สินทรัพย์รวม 24,644.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 23,359.45 ล้านบาท โดยเป็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 4,952.34 ล้านบาท และเงินลงทุนระยะสั้นอีก 17,606.27 ล้านบาท ขณะที่ สินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน อยู่ที่ 20,957.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 18,606.24 ล้านบาท

ด้านผลการดำเนินงานปี 2567 กองทุนมีรายได้รวม 17,748.48 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า 17,167.76 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุน 11,760.11 ล้านบาท ส่งผลให้ปีนี้มี รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 2,351.01 ล้านบาท พลิกจากปีก่อนที่ขาดดุล 1,526.90 ล้านบาท

ปมมาตรา 97 ยอดค้าง 1,090 ล้าน ยังรอ กกพ. ชี้ขาด

ที่น่าสนใจและเชื่อมโยงโดยตรงกับข้อห่วงของกฤษฎีกา คือผู้สอบบัญชีได้ตั้งข้อสังเกตที่เน้น (Emphasis of Matter) เกี่ยวกับ เงินกองทุนเพื่อกิจการตามมาตรา 97 โดยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 กกพ. มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาฐานะการเงินของการไฟฟ้า (ค่าจริง) ปี 2565 และเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน ทำให้สำนักงาน กกพ. ปรับปรุงรายการค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาสตามมาตรา 97 (1) เฉพาะส่วนที่ค้างจ่ายระหว่างเดือน ม.ค.–ธ.ค. 2565 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จำนวน 2,429.65 ล้านบาท และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) จำนวน 60.24 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่ได้จ่ายเงินคืนให้แก่การไฟฟ้าทั้งสองแห่ง

ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2567 ยอดคงเหลือของบัญชีเจ้าหนี้เงินกองทุนเพื่อกิจการตามมาตรา 97 อยู่ที่ 1,090.38 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ 3,580.28 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาโดย กกพ. สะท้อนว่ากลไกการบริหารเงินตามมาตรา 97 ที่กฤษฎีกาหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อห่วงนั้น ยังมีประเด็นค้างคาที่รอความชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ กฤษฎีกาได้เสนอความเห็นดังกล่าวเพื่อให้ ครม. และกระทรวงพลังงานนำไปประกอบการพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป