thansettakij
thansettakij
PISA 2025 ฟ้องปัญหาการศึกษาไทย เสี่ยงตกขบวน new economy ไม่หลุดรายได้ปานกลาง

PISA 2025 ฟ้องปัญหาการศึกษาไทย เสี่ยงตกขบวน new economy ไม่หลุดรายได้ปานกลาง

10 ก.ย. 69 | 08:15 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 69 | 08:15 น.

รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ให้ความเห็นต่อคะแนน PISA 2025 สะท้อนวิกฤตทักษะการอ่านของเด็กไทย แม้คะแนนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จะดีขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา ระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่ บัณฑิตจำนวนมากไม่ทำงานตรงสาย และนักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อรับมือกับเทคโนโลยี AI

KEY

POINTS

  • ผลคะแนน PISA สะท้อนวิกฤตทักษะการอ่านของเด็กไทย แม้คะแนนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จะดีขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา
  • ระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่ บัณฑิตจำนวนมากไม่ทำงานตรงสาย และนักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อรับมือกับเทคโนโลยี AI
  • สถาบันการศึกษาปรับตัวช้าไม่ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เสี่ยงทำให้ไทยต้องนำเข้าแรงงานทักษะสูงและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ให้ความเห็นต่อคะแนน PISA ล่าสุดและความท้าทายของระบบการศึกษาไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ให้เห็นทั้งสัญญาณการพัฒนาในสายวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงวิกฤตด้านทักษะการอ่าน พฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ และความไม่สอดคล้องระหว่างระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

คะแนนวิทย์-คณิตขยับดีขึ้น แต่วิกฤต "การอ่าน" น่าห่วง

จากการประเมินผล PISA ในวิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการแก้ปัญหาประยุกต์ พบว่าคะแนนในส่วนของวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น ดร.รพีสุภาระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการมุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์กระจายลงสู่ระดับภูมิภาคและต่างจังหวัด ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่เหมือนในอดีต

ผลการประเมิน PISA 2025

อย่างไรก็ตาม คะแนนด้านการอ่านยังคงน่ากังวล เนื่องจากพฤติกรรมการรับข้อมูลของเด็กยุคใหม่เปลี่ยนไปมีความหลากหลายมากขึ้น เช่นหาข้อมูลผ่านคลิปสรุป สื่อวิดีโอ สื่อเสียง อินโฟกราฟิก หรือติวเตอร์ มากกว่าการอ่านหนังสือและย่อยเนื้อหาด้วยตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่ความอดทนในการอ่านที่ลดลง และส่งผลออกมาเป็นคะแนนการอ่านที่ยังต่ำ

เตือน AI บั่นทอนความคิด วิเคราะห์

ดร.รพีสุภา ระบุเพิ่มเติมถึงผลกระทบจากการใช้ AI ในกลุ่มนักเรียนว่า การเร่งใช้ AI โดยขาดกระบวนการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ทำให้ผู้เรียนคิดน้อยลง และหยุดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากนี้ แม้ AI จะช่วยค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ยังพบปัญหาการสรุปข้อมูลผิดพลาด การจับแพะชนแกะ หรือคุณภาพข้อมูลลดลงเมื่อใช้งานจนติดลิมิต

สิ่งสำคัญที่ระบบการศึกษาต้องเร่งสร้างให้ผู้เรียนคือ ทักษะการตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) และการสอนวิธีควบคุมการใช้ AI อย่างเหมาะสม

ในฝั่งตลาดแรงงาน AI เริ่มเข้ามาส่งผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะงานสายความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ (Creative & Design) นายจ้างมีแนวโน้มยินดีจ่ายค่าสมองหรือค่าออกแบบลดลง เนื่องจากการใช้ AI สามารถสร้างงานได้ต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัด

งานออกแบบระดับพื้นฐาน เช่น ป้ายหรือสื่อประชาสัมพันธ์ ที่เคยมีค่าจ้างประมาณ 5,000–10,000 บาท ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยการใช้ AI ออกแบบฟรี แล้วนำไปสั่งพิมพ์โดยตัดขั้นตอนการจ้างมนุษย์ออกแบบออกไป แรงงานยุคใหม่จึงต้องเร่งยกระดับทักษะ (Up-skill) เพื่อให้สามารถสั่งการและควบคุม AI ได้

ค่านิยมเด็กรุ่นใหม่แห่ทำอาชีพอิสระ เสี่ยงไร้ความคุ้มครอง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือปัญหาความไม่สอดคล้องของสถาบันการศึกษาและค่านิยมแรงงาน ผลสำรวจผ่านโซเชียลมีเดียของบัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำ พบว่ามีผู้ทำงานตรงตามสาขาที่เรียนมาเพียงประมาณ 10% เท่านั้น โดยส่วนใหญ่นิยมออกไปทำอาชีพอื่น เช่น เปิดคาเฟ่ ทำเบเกอรี่ หรือไลฟ์ขายของออนไลน์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน เด็กยุคใหม่ไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่นิยมทำอาชีพอิสระ (Freelance/Gig Worker) และมองว่าการพักช่วงการทำงาน (Gap Year) เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ แรงงานอิสระเหล่านี้ยังเผชิญปัญหาการขาดสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมยามเจ็บป่วยหรือแก่ชรา และบางอาชีพอาจไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ในระยะยาว

สถาบันการศึกษาปรับตัวช้า เสี่ยงต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติ

ในมิติการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คะแนน PISA ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสะท้อนว่า มาตรฐานการศึกษาและการผลิตบุคลากรคุณภาพเฉพาะทาง (เช่น ด้านสถิติ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) ยังไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ OECD

สถาบันการศึกษาและหลักสูตรในปัจจุบันยังปรับตัวช้า ไม่ยืดหยุ่น และไม่ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดร.รพีสุภา เสนอแนะว่า สถาบันการศึกษาต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น

หากประเทศไทยไม่สามารถผลิตและส่งสัญญาณให้ผู้เรียนเข้าสู่สายอาชีพเป้าหมายได้ ประเทศไทยจะต้อง นำเข้าแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ มาทำงานแทน ซึ่งจะส่งผลให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจตกไม่ถึงประชาชนคนไทย และทำให้ประเทศไทยต้องติดอยู่ใน กับดักรายได้ปานกลาง ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้