
“ธนฑิตย์” ดัน IMT-GT เปิดตลาด 3 ประเทศ สร้างงานเพิ่มรายได้ภาคใต้
“ธนฑิตย์ รักตะบุตร” ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย–มาเลเซีย–อินโดนีเซีย เชื่อมการค้า เกษตร ฮาลาล ท่องเที่ยว และแรงงาน มุ่งสร้างงาน เพิ่มรายได้ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้
KEY
POINTS
- นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจ 3 ประเทศ (ไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย) ภายใต้กรอบ IMT-GT โดยมีเป้าหมายสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้
- มุ่งเปิดตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน) และส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงอุตสาหกรรมฮาลาลของไทยสู่ตลาดภูมิภาค
- ส่งเสริมการเชื่อมโยงการค้าและการเดินทางข้ามพรมแดนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชุมชน
- พัฒนาทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
“ธนฑิตย์ รักตะบุตร” ร่วมประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ณ เมืองเมดาน อินโดนีเซีย เดินหน้าผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–มาเลเซีย–อินโดนีเซีย มุ่งเปิดตลาดสินค้า เพิ่มมูลค่าเกษตร ดัน SMEs–ฮาลาล เชื่อมท่องเที่ยวและพัฒนาทักษะแรงงาน หวังสร้างงาน เพิ่มรายได้ประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้
วันที่ 10 กันยายน 2569 ณ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้
รัฐมนตรี 3 ประเทศหารือแผน IMT-GT ระยะใหม่
การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจาก ADB และสำนักเลขาธิการอาเซียน
ขณะที่คณะผู้แทนไทยประกอบด้วย นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการ สศช. ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ที่ประชุมรับทราบผลแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2565–2569 และหารือแผน พ.ศ. 2570–2574 โดยมุ่งเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และสร้างประโยชน์ต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ชี้เป้าหมายสุดท้าย ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชน
นายธนฑิตย์กล่าวว่า การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้
เชื่อมด่าน ลดต้นทุนการค้า-ขนส่งข้ามแดน
ความร่วมมือสำคัญประเด็นแรก คือการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น
การเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย จะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชน
เพิ่มมูลค่าเกษตร ดันยาง-ปาล์ม-อาหาร-สมุนไพร
อีกประเด็นสำคัญคือการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสร้างโอกาสให้เกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของยางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร
ในการประชุมมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย
เปิดตลาด SMEs-ฮาลาลไทย สู่มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ด้านการค้า ที่ประชุมมุ่งเปิดตลาดให้ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน
ความร่วมมือครอบคลุมสินค้าและบริการหลายด้าน ทั้งอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเข้าถึงตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลก
กระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชุมชน
อีกหนึ่งแนวทางคือการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านการพัฒนาเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เป้าหมายคือช่วยเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชน
พัฒนาทักษะแรงงาน ควบคู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ความร่วมมือยังครอบคลุมการพัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน
ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลงทุนตามกรอบ SUDF
เสนอเชื่อม Economic Corridors ครบ 8 สาขา IMT-GT
นายธนฑิตย์เสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน
พร้อมเสนอให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การลงทุน และการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและประชาชน
สำหรับไทย IMT-GT จะเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน รวมถึงเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน
นายธนฑิตย์กล่าวว่า “ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง”







