
สรรพสามิตปราบบุหรี่เถื่อนโคราช 1 แสนซอง ตัดวงจรก่อนถึงมือผู้บริโภค
สรรพสามิตรุกสกัดกั้นบุหรี่ผิดกฎหมาย 1 แสนซอง พร้อมบุหรี่ไฟฟ้า ในเขตพื้นที่นครราชสีมา ตามแนวทาง “Data Driven Enforcement” ตัดวงจรก่อนถึงมือผู้บริโภค
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิตร่วมกับตำรวจและบริษัทขนส่งตรวจยึดบุหรี่เถื่อนกว่า 1 แสนซอง และบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 1,500 ชิ้นในพื้นที่ จ.นครราชสีมา
- เจ้าหน้าที่ใช้กลยุทธ์สกัดจับสินค้า ณ จุดกระจายสินค้า (พื้นที่กลางน้ำ) โดยมุ่งเป้าไปที่ช่องทางการขนส่งพัสดุเพื่อตัดวงจรก่อนถึงมือผู้บริโภค
- การจับกุมครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐกว่า 6.2 ล้านบาท และมีประมาณการค่าปรับสูงถึง 94 ล้านบาท
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์กระจายสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุในการติดตามและตรวจสอบการลักลอบขนส่งสินค้ายาสูบผ่านช่องทางการขนส่งพัสดุ ตั้งแต่วันที่ 10–31 สิงหาคม 2569
การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการวิเคราะห์รูปแบบความเสี่ยงเชิงลึกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการค้า การเดินทาง และการขนส่งสินค้าไปยังหลายพื้นที่
โดยพบว่าลักษณะพื้นที่มีความสอดคล้องกับรูปแบบการกระทำผิด เนื่องจากเป็นทั้งเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า หรือที่เรียกว่า “พื้นที่กลางน้ำ”
ขณะที่ผู้กระทำผิดพยายามใช้ช่องทางการขนส่งสินค้าเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าผิดกฎหมายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมุ่งติดตามเส้นทางและพฤติการณ์การลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในช่วงที่กำลังกระจาย ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกที่ช่วยลดโอกาสที่สินค้าผิดกฎหมายจะเข้าสู่ตลาด
โดยสามารถตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิต จำนวน100,029 ซอง และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,553 ชิ้นคิดเป็นความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐประมาณ 6,281,821 บาท และประมาณการค่าปรับประมาณ 94,227,315 บาท
สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจพบกรมสรรพสามิตได้ประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
สิ่งสำคัญของการดำเนินการครั้งนี้ คือ การสกัดสินค้าผิดกฎหมายได้ในช่วงที่กำลังกระจายสินค้า ก่อนส่งออกไปถึงผู้รับในหลายพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือน “สกัดหนึ่งจุด หยุดการกระจายได้อีกหลายพื้นที่” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์เส้นทางและจุดเสี่ยง รวมถึงการกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการขนส่ง รวมถึงการดำเนินงานภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อประสานข้อมูล เฝ้าระวังความเสี่ยง และสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายให้ตรงจุด โดยมีแนวทางชัดเจนว่า “ระบบขนส่งต้องเดินได้เร็วสำหรับการค้าที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่กลายเป็นทางด่วนให้สินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี”
“กรมสรรพสามิตจะติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าและเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบจุดที่มีความเสี่ยง พร้อมยกระดับการป้องกันและปราบปราม รวมถึงขยายผลไปยังผู้ส่ง ผู้รับ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้อง และรักษารายได้ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ”






