
'ยุทธศักดิ์' แนะทางรอดพลิกโฉมระบบราชการ ปรับรัฐ ‘ลมใต้ปีก’ ดึงทุนโลก
'ยุทธศักดิ์ สุภสร' ถอดรหัสยุทธศาสตร์ GAME พลิกโฉมระบบราชการไทย ชี้สมรภูมิชิงทุนโลก FDI รัฐต้องเป็น 'ลมใต้ปีก' ไม่ใช่ 'ตัวถ่วง' งัดโมเดล 4 ตัวแปร G-A-M-E รื้อเกณฑ์บริหารสไตล์เอกชน กิโยตินกฎหมายล้าหลัง
KEY
POINTS
- อดีตประธาน กนอ. และอดีตผู้ว่าฯ ททท. เสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจากผู้คุมกฎมาเป็น ‘ลมใต้ปีก’ เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนในการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
- เสนอให้ใช้มาตรการ “Regulatory Guillotine” หรือการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ เพื่อยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- แนะใช้ยุทธศาสตร์ G-A-M-E ในการบริหารภาครัฐแนวใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ธรรมาภิบาล (G), ความรับผิดชอบที่วัดผลได้ (A), การบริหารแบบเอกชน (M) และประสิทธิภาพ (E)
นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กําลังดุเดือด ทั้งการแย่งชิงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การเปิดประตูการค้า และการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยชี้ว่าตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดชัยชนะในสมรภูมินี้ไม่ใช่ภาคเอกชนที่ปรับตัวรวดเร็วอยู่แล้ว แต่คือกลไกภาครัฐว่าจะทำหน้าที่เป็นลมใต้ปีกหรือเป็นตัวถ่วงต่อระบบเศรษฐกิจ
นายยุทธศักดิ์ ระบุว่า ในประเด็นยุทธศาสตร์การบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล แม้ในเอกสารทางราชการไทยจะไม่ได้บัญญัติคําว่า GAME ไว้เป็นตัวย่ออย่างเป็นทางการ แต่ในแวดวงนโยบายสาธารณะและเศรษฐศาสตร์การเมือง คํานี้สะท้อนถึงไพ่ใบสําคัญที่จะพลิกกระดานเศรษฐกิจไทยได้ใน 2 มิติที่น่าสนใจ
มิติแรกคือ รัฐต้องเป็น Game Changer ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การเป็นผู้พลิกเกมอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องสลัดภาพความอุ้ยอ้าย ทลายไซโลระหว่างหน่วยงาน และเดินหน้าสู่การเป็น Smart Government ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญคือการทำ Regulatory Guillotine หรือการกิโยตินกฎหมายที่ล้าหลัง
การกิโยตินกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายในการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business อันเป็นดัชนีที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกฐานการลงทุนในภูมิภาค
มิติที่สอง ถอดรหัสยุทธศาสตร์ G-A-M-E ผ่านเลนส์ของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ หรือ New Public Management โดยระบุว่าคําว่า GAME คือสมการ 4 ตัวแปรที่ภาครัฐต้องทําให้สําเร็จ
เริ่มจากตัว G ที่หมายถึง Governance หรือธรรมาภิบาลเพื่อความเชื่อมั่น ซึ่งไม่ใช่แค่การปราบปรามทุจริต แต่คือความโปร่งใสและความคาดเดาได้ของกฎระเบียบ อันเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสําคัญสูงสุด
ตัวถัดมาคือ A หมายถึง Accountability หรือความรับผิดชอบที่วัดผลได้ นายยุทธศักดิ์ชี้ว่าระบบราชการต้องมีตัวชี้วัดหรือ KPIs ที่สะท้อนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง มากกว่าเพียงการประเมินว่าได้ทําตามขั้นตอนเอกสารครบถ้วนหรือไม่
ขณะที่ตัว M หมายถึง Management หรือการบริหารสไตล์เอกชน ซึ่งหมายถึงการนําวิธีคิดแบบเอกชนมาใช้ ทั้งการบริหารความเสี่ยง การปรับโครงสร้างให้ Lean และการทํางานแบบ Agile ที่พร้อมรับมือกับวิกฤต
ส่วนตัวสุดท้ายคือ E หมายถึง Efficiency and Excellence หรือประสิทธิภาพและความเป็นเลิศ ซึ่งนายยุทธศักดิ์เน้นยํ้าถึงการยกระดับบริการภาครัฐให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ และการลดระยะเวลาการอนุมัติอนุญาต เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก
นายยุทธศักดิ์ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ว่าท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการลงทุน การหวังพึ่งพาเพียงตลาด Mass หรือการแข่งขันด้านราคาและปริมาณแบบในอดีตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจําเป็นต้องขยับขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น หรือ High-Value Chain เพราะคู่แข่งต่างงัดกลยุทธ์การให้สิทธิประโยชน์และการ อํานวยความสะดวกที่รวดเร็วแบบ Fast-track มาดึงดูดนักลงทุน หากภาครัฐของไทยยังคงยึดติดกับบทบาทผู้คุมกฎหรือ Regulator ประเทศอาจสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญในการแข่งขันระดับภูมิภาค
“ทางรอดเดียวคือการเปลี่ยนกรอบคิดขององคาพยพราชการให้เป็นผู้อํานวยความสะดวกและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะในโลกธุรกิจยุคนี้ ประเทศที่ภาครัฐสามารถเดินเกมได้เร็วกว่า คือประเทศที่จะเป็นผู้ชนะตัวจริงในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก”







