
“ปิยะรัฐชย์” สั่งลุยสำรวจความเสียหายเกษตรกรน่าน หลังน้ำลด เร่งฟื้นฟู-ช่วยเหลือ
ปิยะรัฐชย์ สั่งกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่เกษตรจังหวัดน่าน หลังระดับน้ำเริ่มลด พร้อมเตรียมพันธุ์พืชผัก-ไม้ผล และเชื้อราไตรโคเดอร์มา ฟื้นฟูแปลงเกษตรทันทีหลังน้ำลด คาดกระทบ 6,538 ราย พื้นที่เสียหายเบื้องต้นกว่า 14,963 ไร่ ช่วยเหลือไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน
KEY
POINTS
- รมช.เกษตรฯ "ปิยะรัฐชย์" สั่งการให้เร่งสำรวจความเสียหายของเกษตรกรในจังหวัดน่านหลังน้ำลด เพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
- อุทกภัยส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 6,500 ราย และสร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตรกรรมเกือบ 15,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นนาข้าวและพืชไร่
- มาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นประกอบด้วยการสนับสนุนพันธุ์พืชและเชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคพืช พร้อมเปิดขั้นตอนให้เกษตรกรยื่นขอรับเงินช่วยเหลือ (ไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน)
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเต็มกำลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรกำชับสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและฝนตกสะสมอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายของเกษตรกร เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน ขณะนี้เริ่มคลี่คลาย หลังระดับน้ำในหลายพื้นที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมวลน้ำก้อนใหญ่เคลื่อนผ่านตัวเมืองน่านลงสู่อำเภอเวียงสา ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำยังสูงกว่าตลิ่งประมาณ 2 เมตร หากไม่มีฝนตกหนักหรือปัจจัยอื่นเพิ่มเติม คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนที่มวลน้ำจะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ต่อไป
น้ำท่วมน่านกระทบเกษตรกร 6,538 ราย เสียหายเกือบ 15,000 ไร่
ข้อมูล ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569 พบว่า พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายในจังหวัดน่าน ครอบคลุมเบื้องต้น 9 อำเภอ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบประมาณ 6,538 ราย และมีพื้นที่เสียหายเบื้องต้นรวม 14,963.18 ไร่ ประกอบด้วย
- ข้าว 9,121.77 ไร่
- พืชไร่และพืชผัก 5,728.66 ไร่
- ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ 112.75 ไร่
ขณะที่การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านดำเนินการแล้ว 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว ภูเพียง เมืองน่าน ท่าวังผา สันติสุข และเวียงสา
นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า ได้กำชับกรมส่งเสริมการเกษตรเตรียม พันธุ์พืชผักและไม้ผล เพื่อสนับสนุนเกษตรกรทันทีหลังน้ำลด รวมถึงสนับสนุน เชื้อราไตรโคเดอร์มา สำหรับฟื้นฟูและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา โดยสามารถใช้ควบคุมโรคได้หลายชนิด ทั้งบริเวณราก ลำต้น และใบ เช่น โรครากเน่าโคนเน่า เป็นต้น ทั้งนี้เกษตรกรที่ประสบภัยสามารถขอรับเชื้อราไตรโคเดอร์มาได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.)
เปิด 3 ขั้นตอนเกษตรกรขอรับเงินช่วยเหลือ
ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติควรดำเนินการตามขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร
ตรวจสอบว่าพืชที่ปลูกในพื้นที่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัยหรือไม่ เนื่องจากเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาสิทธิรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ
2. ยื่นแบบ กษ 01
เกษตรกรสามารถขอแบบคำขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ disaster.doae.go.th โดยต้องให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. หรือนายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหายตามกรณี ก่อนส่งให้สำนักงานเกษตรอำเภอ
3. เข้าร่วมประชาคมและติดตามประกาศ
หลังยื่นแบบแล้ว เกษตรกรต้องเข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบในประกาศคัดค้าน ณ สถานที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนด หากได้รับการพิจารณาเป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือ ธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินตามขั้นตอน โดยโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกรเท่านั้น เพื่อป้องกันการแทรกแซงหรือหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า สำนักงานเกษตรอำเภอจะรวบรวมแบบ กษ 01 เสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) พิจารณาภายใน 40 วันนับแต่วันที่เกิดภัย หากวงเงินหรือการดำเนินการไม่เพียงพอ สำนักงานเกษตรจังหวัดจะเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) พิจารณาตามลำดับ
น้ำท่วม 21 ส.ค. 2569 ช่วยเหลือไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน
สำหรับภัยธรรมชาติที่เกิดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 และอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร กรณีประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยกำหนดการช่วยเหลือ ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า จะเร่งสำรวจ ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังขอให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักและฝนตกสะสมเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตามเกษตรกรสามารถสอบถามรายละเอียดและแนวทางการขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้าน







