
เปิดโมเดล พม. เปลี่ยน "ผู้สูงวัย" จาก "ติดเตียง-ติดบ้าน" สู่ติดสังคม
"กรมกิจการผู้สูงอายุ" กระทรวง พม. เร่งเครื่องจับมือเอกชนรายใหญ่ สร้างงาน สร้างรายได้ ผลักดันผู้สูงวัยจากติดบ้านติดเตียง-ติดบ้าน สู่การมีคุณค่าในสังคม
KEY
POINTS
- พม. ตั้งเป้าเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาวะพึ่งพิง "ติดเตียง" สู่การมีส่วนร่วมในสังคม "ติดสังคม" ผ่านการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้
- จับมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ เช่น ซีพี ออลล์ ในการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังบริษัทอื่น ๆ เพิ่มเติม
- นำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบฐานข้อมูล (Big Data) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงสวัสดิการและให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเชิงรุก
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกส่งเสริมอาชีพ การจับมือภาคเอกชน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเข้าถึงสวัสดิการอย่างแม่นยำ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไทยมีผู้สูงอายุแล้วกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 22% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน
นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้สูงอายุแล้วกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 22% กว่า ของประชากรทั้งหมด เป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกรมกิจการผู้สูงอายุในการส่งเสริมและขับเคลื่อนดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้ โดยกรมฯ ตั้งเป้าผลักดันระเบียบโรงเรียนผู้สูงอายุและกลไกคลังปัญญาเพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
"ผมว่าตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งครับที่ทำให้ผู้สูงอายุจากการติดบ้าน ติดเตียง ขึ้นมาติดสังคม ให้มาทำงานในเรื่องเกี่ยวกันสร้างอาชีพ ไม่ต้องพึ่งพาภาระของครอบครัว แต่เป็นการสร้างพลังอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้สูงอายุเกิดขึ้น การส่งเสริมอาชีพและรายได้นี้ นอกจากจะช่วยสร้างพลังอันยิ่งใหญ่แล้ว ยังจะทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเข้มแข็งและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข" นายโชคชัย กล่าว
จ้างงานผู้สูงวัย กระแสตอบรับดีเกินคาด เตรียมขยายผลจับมือเอกชนรายใหญ่
สำหรับการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนถือเป็นภารกิจหลักและกลไกสำคัญที่ต้องผลักดันร่วมกัน โดยที่ผ่านมาทางกรมฯ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่าง CP All (7-Eleven) ซึ่งพบว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก มีผู้สูงอายุแสดงความสนใจและต้องการเข้ามาทำงานอย่างหลากหลายและเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กรมฯ มีแผนที่จะขยายผลการทำ MOU เพิ่มเติมไปยังกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ เช่น CP Extra, เซ็นทรัล และบิ๊กซี ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
"ต้องขอความร่วมมือแล้วก็ขอเชิญชวนพี่น้องเอกชนทุกท่านนะครับ มาทำ MOU กับเราครับ แล้วก็มีการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุให้เยอะเยอะ ๆ ขึ้นครับ นั่นแหละครับทำ จะทำให้ผู้สูงอายุมีพลังและไม่เป็นภาระต่อสังคมต่อไปครับ" อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าว
พร้อมกับระบุเพิ่มเติมว่า งานดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่ภารกิจเฉพาะของกรมฯ หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงแรงงาน, ภาค NGO, ภาครัฐ และภาคเอกชน โดยทางกระทรวงฯ มีกลไกสำคัญในระดับพื้นที่อย่าง อพม. (อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และ อพม. เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริมการจ้างงาน ตลอดจนสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการต่าง ๆ ของกระทรวงฯ ซึ่งครอบคลุมดูแลทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการอย่างทั่วถึง
"นิกร" เผยผลงาน 120 วัน ยกระดับดูแลประชาชน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงผลงาน 120 วันของกระทรวงภายใต้แนวคิด "ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ว่า พม. ได้ปรับระบบการทำงานใหม่ จากการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า สู่การมองประชาชนเป็นรายคน รายครอบครัว และรายพื้นที่ พร้อมนำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยี AI มาใช้ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลกลุ่มเป้าหมายเชิงรุก แทนการรอให้ประชาชนเข้ามาขอรับความช่วยเหลือ
นายนิกร ระบุว่าจากการทำงานในตำแหน่ง รมว.พม.ในช่วง 4-5 เดือน ที่ผ่านมา ครอบคลุมทุกช่วงวัย อาทิ การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 231,091 ราย ระบบ พม. Care สำหรับขอรับเงินสงเคราะห์ออนไลน์ การเชื่อมบริการคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ที่มีผู้ใช้งานกว่า 71,642 คน และการยกระดับสายด่วน พม. 1300 ด้วยเทคโนโลยี AI
นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดกว่า 2.42 ล้านคน ปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท ดูแลผู้สูงอายุผ่านศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) 2,258 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมผู้สูงอายุ 169,150 คน ตลอดจนส่งเสริมการจ้างงานคนพิการกว่า 75,772 คน
"ก้าวต่อไปของกระทรวงจะไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่เป็นการวางวาระรวมของระบบสังคมใหม่ เชื่อมโยงคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกนโยบายสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. กล่าว
ผนึกกำลังภาคเอกชน-สถาบันการศึกษา ต่อยอดพัฒนาอาชีพกลุ่มเปราะบาง
นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. เปิดเผยว่า กระทรวง พม. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้กลุ่มสตรีและครอบครัว ผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพในศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว โดยมุ่งหวังสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ พม. ยังได้ลงนาม MOU ความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและนวัตกรรม ความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางในสังคมอย่างยั่งยืน







