
ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งแรง WTI แตะ 87.83 เหรียญ สูงสุดเกือบ 1 เดือน ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน
ราคาน้ำมันตลาดโลกเดือด WTI แตะ 87.83 เหรียญ สูงสุดเกือบ 1 เดือน เบรนท์ทะลุ 93 เหรียญ ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการเศรษฐกิจถล่มอิหร่าน หวั่นอุปทานน้ำมันสะดุด
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นแตะ 87.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือน
- สาเหตุหลักมาจากความกังวลด้านอุปทาน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดต่ออิหร่าน
- สหรัฐฯ ยังขู่ว่าจะตอบโต้ประเทศใดๆ ที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน ซึ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันตลาดโลกสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือนในวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.)
หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันอิหร่านอย่างหนัก และขู่ว่าจะตอบโต้ประเทศที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 2 เหรียญ หรือ 2.3% ปิดที่ 87.83 เหรียญ/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 2.16 เหรียญ หรือ 2.36% ปิดที่ 93.78 เหรียญ/บาร์เรล
ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ต่างก็ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. หลังจากทรัมป์ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน
รวมถึงเตือนว่า ประเทศที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้การสนับสนุนอิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และเรียกร้องให้ยุติการลักลอบขนน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคาร การโอนเงินสด และการใช้บริษัทบังหน้า
สหรัฐฯขู่ทำลายเศรษฐกิจอิหร่าน
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้มีแนวโน้มว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน
ขณะที่อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก
นักวิเคราะห์จาก Ritterbusch and Associates ระบุว่า คำขู่เหล่านี้ยิ่งทำให้อิหร่านไม่ยอมละทิ้งเครื่องมือต่อรองที่สำคัญ นั่นคือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ไม่ยอมผ่อนปรนมาตรการกดดันอิหร่าน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไร้ทางออก และอาจทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถปรับตัวลงสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามได้
ข้อมูลการเดินเรือล่าสุดระบุว่า ปริมาณการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันพุธยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า และยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก โดยก่อนเกิดสงครามอิหร่านนั้น การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก
นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวอาหรับ ประกาศระงับการทำการค้าและการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน หลังจากถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธ ซึ่งตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่าง UAE กับอิหร่าน







