thansettakij
thansettakij
ทุนจีนย้ายฐาน ดันไทยยกระดับสู่ Eco-system ต้นน้ำ EV-PCB-ดาต้าเซ็นเตอร์

ทุนจีนย้ายฐาน ดันไทยยกระดับสู่ Eco-system ต้นน้ำ EV-PCB-ดาต้าเซ็นเตอร์

วิจัยกรุงศรี ชี้ แนวโน้มทุนจีนย้ายฐาน 5-10 ปีข้างหน้า ช่วยยกระดับไทยสู่ Eco-system ต้นน้ำ EV-PCB-ดาต้าเซ็นเตอร์

KEY

POINTS

  • วิจัยกรุงศรี คาดการลงทุนจากจีนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและเปลี่ยนจากการประกอบสินค้าขั้นปลายไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครอบคลุมกิจกรรมต้นน้ำและกลางน้ำมากขึ้น
  • ทุนจีนมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ผลักดันให้ไทยมีโอกาสก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค
  • การลงทุนยังช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านความเพียงพอของพลังงานและทรัพยากรของประเทศ

วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินทิศทางการลงทุนของจีนในไทย เนื่องจากปัจจุบันทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มการลงทุนจากจีนในระยะถัดไป โอกาสและความท้าทายของไทยจะเป็นอย่างไร สามารถอ่านบทสรุปได้ดังนี้ 

แนวโน้มการลงทุนจากจีนในระยะถัดไป และนัยต่อภาคอุตสาหกรรม

วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยผลักดันระยะยาวจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุปสงค์ภายในจีนที่เติบโตช้าลง ในขณะเดียวกัน ไทยยังมีปัจจัยดึงดูดการลงทุน จากศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม มีสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน มีแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่มีทักษะ และมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่สร้างมาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงมีแนวโน้มรักษาสถานะการเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการขยายฐานอุตสาหกรรมจีนในภูมิภาคได้ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนามก็ตาม

ในระยะถัดไป การลงทุนจากจีนมีแนวโน้มขยับจากการประกอบสินค้าขั้นปลายไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครอบคลุมกิจกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่จะยังมีบทบาทสำคัญ ผ่านการลงทุนต่อเนื่องในเซลล์แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วน EV ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ PCB เป็นต้น ซึ่งจะเร่งให้เกิดการรวมตัวของอุตสาหกรรม (Industrial agglomeration) ในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและเงินทุนเข้มข้น เนื่องจากเมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุน จะมีโอกาสดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และบริการอื่นๆ ให้เข้ามาลงทุนตาม 

การลงทุนจากจีนมีแนวโน้มขยับจากการประกอบสินค้าขั้นปลายไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิต


 

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ภาคการผลิตไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องปรับจากห่วงโซ่อุปทานเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมที่ต้องยกระดับไปสู่อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart electronics)

นอกจากนี้ ผู้ผลิตไทยอาจต้องปรับตัวด้วยการยกระดับเทคโนโลยี มาตรฐาน และการบริหารต้นทุน ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของนักลงทุน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ (Supplier localization) มากขึ้น ซึ่งหากไทยสามารถปรับตัวได้ จะมีโอกาสเชื่อมฐานการผลิตเดิมเข้ากับระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่บริษัทจีนกำลังมีบทบาทนำมากขึ้นในอาเซียน 

โอกาสและความท้าทายของไทย

แนวโน้มการลงทุนจากจีนที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย จะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทย  ดังนี้
 

  • ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยไทยอาจสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับต้นๆ ของโลก และเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น และเอื้อประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไปพร้อมกัน
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด โดยจีนถือว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ สะท้อนจากการที่ธุรกิจเทคโนโลยีจากจีนขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันธุรกิจจีนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่างก็เร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโรงงาน


 

อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนจากจีนก็มาพร้อมกับประเด็นท้าทายหลายด้าน ดังนี้
 

  • การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ จากที่กล่าวไปข้างต้น ซัพพลายเออร์จีนที่มีขนาดเล็กกว่าเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยในกิจกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานแล้ว ซึ่งอาจสร้างความท้าทายแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานจีน ดังนั้น ไทยควรผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซัพพลายเออร์สัญชาติไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตและแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน
  • การรักษาสมดุลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อคงความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย และสามารถดึงดูดการลงทุนจากประเทศอื่นๆ นอกจากจีนได้เช่นกัน
  • ความเพียงพอของพลังงานและทรัพยากร อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำมหาศาล ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรของประเทศ 


ท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ไทยจะได้รับจากเงินลงทุนจากจีน ขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งภาครัฐควรมีบทบาทในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานและทรัพยากร รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานจีนมากขึ้น เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างยั่งยืน


ที่มาข้อมูล