
ไทย-เมียนมา ฟื้น JTC รอบ 10 ปี เจาะโอกาสการค้า 4 แสนล้าน
รัฐบาลไทย-เมียนมา เปิดปัดฝุ่นคณะกรรมการร่วมทางการค้า หรือ JTC ในรอบ 10 ปี ดันการค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะประมาณ 4 แสนล้านบาท เจาะโอกาสใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ
KEY
POINTS
- ไทยและเมียนมาเตรียมรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ในรอบ 10 ปี โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 4 แสนล้านบาท (12,000 ล้านดอลลาร์) ภายในปี 2575
- การประชุมมุ่งเน้นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า โดยเฉพาะการขอให้เมียนมาผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ
- ฝ่ายไทยเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือในมิติอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ด้านการเงิน การพิจารณาเปิดจุดผ่านแดน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-เมียนมากำลังเข้าสู่บทใหม่ หลังรัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า หรือ Joint Trade Commission (JTC) ไทย-เมียนมา ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี พร้อมตั้งเป้ายกระดับมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศแตะ 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท ภายในปี 2575 จากมูลค่าการค้า 7,392.46 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ในปี 2568
เป้ามายของการรื้อฟื้นกลไก JTC ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เป็นเพียงการกลับมาเปิดโต๊ะเจรจาการค้า แต่ทั้งสองประเทศพร้อมปลดล็อคข้อจำกัดทางการค้า การลงทุน และการค้าชายแดน โดยเฉพาะการผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
สำหรับฝ่ายไทย ได้เสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดน เพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงาน ระหว่างไทยกับเมียนมา รวมถึงผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
ผ่อนปรนใบอนุญาตนำเข้า
อย่างไรก็ดีในด้านการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปักธงเรื่องการผ่อนคลายมาตรการ Import Licensing ของเมียนมา โดยขอให้พิจารณาเพิ่มความสะดวก และความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้า ล่าสุดผู้นำทั้งสองประเทศมีความตั้งใจอยากทำให้บรรยากาศการค้าของทั้งสองประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่งภายในปีนี้
ทั้งนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ เพื่อขับเคลื่อนมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ เช่น ข้าว ข้าวหอมพันธุ์ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร
ขณะที่ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติ ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ
ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์
รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการลงทุน
ความเสี่ยงของไทย
ความสัมพันธ์ทางการค้ากับเมียนมาไม่ได้มีเพียงการส่งออกสินค้าไทย แต่ไทยยังมีความต้องการนำเข้าวัตถุดิบจากเมียนมา โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งไทยมีการกำหนดมาตรการนำเข้า และในปี 2569 มีการขยายระยะเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบที่กำหนด
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการควบคุมเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา เพื่อควบคุมปัญหาฝุ่นและสร้างมาตรฐานการนำเข้าในมุมของอุตสาหกรรม การมีวัตถุดิบจากเมียนมาเพิ่มขึ้นสามารถช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบ และอาจช่วยลดต้นทุนของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในมุมของเกษตรกรไทย การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นประเด็นแรกที่ต้องจับตา เพราะหากวัตถุดิบนำเข้ามีราคาตํ่ากว่าสินค้าในประเทศมาก อาจส่งผลต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องบริหารให้เกิดสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกับรายได้ของเกษตรกรไทย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะมาตรการควบคุมการนำเข้าและการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้า หากกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลงบ่อย ผู้ประกอบการจะประเมินต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้ยาก
ประเด็นต่อมาคือ ความเสี่ยงด้านการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความผันผวนของค่าเงิน ตลอดจนข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินและกฎระเบียบทางการเงิน
ประเด็นสุดท้ายคือ ความเสี่ยงด้านชายแดน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง หากเกิดเหตุการณ์กระทบเส้นทางขนส่งหรือการผ่านแดนอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นและสินค้าส่งมอบล่าช้า
โอกาสไทยในเมียนมา
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า หากเมียนมาผ่อนปนข้อจำกัดด้าน Import Licensing ผู้ประกอบการไทยจะมีโอกาสเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น ลดระยะเวลาและต้นทุนจากขั้นตอนการขอใบอนุญาต และสามารถวางแผนการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงด้านการลงทุนยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ ไทยได้เสนอให้เมียนมาพิจารณาการใช้เงินบาทสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจไทย และลดต้นทุนหรือความยุ่งยากจากการใช้เงินสกุลที่สามในการทำธุรกรรม หากเกิดขึ้นได้จริง จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับนักลงทุนไทยที่เข้าไปทำธุรกิจในเมียนมา โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าโดยตรงกับไทย
อีกมิติหนึ่งที่ต้องจับตาคือ การขยายความร่วมมือจากการค้าสินค้า ไปสู่การลงทุนและบริการ โดยเมียนมายังมีความต้องการลงทุนในหลายสาขา ขณะที่ไทยมีผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และศักยภาพในธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต การเงิน การก่อสร้าง โลจิสติกส์ และบริการ
โดยการมีฐานธุรกิจในเมียนมาไม่ได้หมายถึงการขายสินค้าเข้าไปเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับประเทศไทย ทำให้เกิดความต้องการวัตถุดิบ เครื่องจักร ชิ้นส่วน และบริการจากไทยตามมา
จากข้อมูลกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ปี 2568 การค้าชายแดนไทย-เมียนมา มีมูลค่า 193,663 ล้านบาท ลดลง 7.4% โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าชายแดนของเมียนมา ซึ่งทำให้การค้าชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
ดังนั้น การผลักดัน JTC จึงต้องเดินควบคู่กับการเจรจาเรื่องการค้าชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร การเปิดจุดผ่านแดน และการสร้างความต่อเนื่องของเส้นทางโลจิสติกส์ เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4 แสนล้านบาท ภายในปี 2575 จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบสำคัญของนโยบายการค้าระหว่างรัฐบาลไทยกับเมียนมา
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 92,727 ล้านบาท มูลค่าส่งออก 57,169 ล้านบาท และนำเข้า 35,558 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้า 21,611 ล้านบาท มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และธัญพืช มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ นํ้ามันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร
ขณะที่ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวนํ้า โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ นํ้ามันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร





