thansettakij
thansettakij
ชงรื้อกฎหมายการศึกษาไทย ตั้ง "ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์" เลิกสั่งการรวมศูนย์

ชงรื้อกฎหมายการศึกษาไทย ตั้ง "ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์" เลิกสั่งการรวมศูนย์

นักวิชาการเสนอตั้งบอร์ดชาติ เชื่อม 5 กระทรวง คุมทิศทางทุนมนุษย์ พร้อมปลดล็อกโรงเรียนพ้นระบบสั่งการจากส่วนกลาง รับเศรษฐกิจ AI

KEY

POINTS

  • เสนอจัดตั้ง "ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์แห่งชาติ" โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของ 5 กระทรวงหลักในการพัฒนาคน
  • เสนอให้ปลดล็อกโรงเรียนออกจากระบบสั่งการแบบรวมศูนย์ เพื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการและออกแบบการเรียนรู้ได้เอง
  • มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยที่สะท้อนจากผลสอบ PISA และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เสนอจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือ "ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์แห่งชาติ" โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง พร้อมเสนอปลดล็อกโรงเรียนจากระบบสั่งการแบบรวมศูนย์ ภายใต้แนวคิดจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ทุนมนุษย์ไม่ใช่ภารกิจกระทรวงเดียว

ในการสัมมนาวิชาการ "พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษาและการวิจัยไทย" เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ภาวิช ระบุว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ต้องใช้กลไกบูรณาการระดับชาติ ขับเคลื่อนด้วย Big Data ผ่านระบบข้อมูลกลาง (Intelligence Platform) เพื่อเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ

จึงเป็นที่มาของข้อเสนอให้ตั้ง คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเชื่อมการทำงานของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย

เหตุผลรองรับ: ทุนมนุษย์คือโจทย์โครงสร้างประเทศ

ศ.ดร.ภาวิช มองว่า ปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เพียงเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็น "โจทย์โครงสร้างประเทศ" ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขัน การลงทุน และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

"กฎหมายการศึกษาไม่ควรเป็นเพียงกฎหมายสำหรับการบริหารการศึกษา แต่ต้องเป็นกฎหมายที่กำหนดทิศทางการพัฒนาคนของประเทศ เพราะคุณภาพของชาติจะสูงไปกว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้" ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ข้อมูลสนับสนุนที่ ศ.ดร.ภาวิช ยกขึ้นมาคือผลสอบ PISA ตั้งแต่ปี 2000-2022 ซึ่งพบว่านักเรียนไทยกว่า 70% อยู่ในระดับ 1-2 ต่ำกว่าเกณฑ์ทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่ ขณะที่ผู้เรียนไทยระดับสูงสุด 5-6 มีสัดส่วนไม่ถึง 1% สะท้อนช่องว่างทุนมนุษย์เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD ที่มีนักเรียนกว่า 70% อยู่ในระดับ 3-6

ลดรวมศูนย์ ให้โรงเรียนเป็น "องค์กรแห่งการเรียนรู้"

ควบคู่กับการตั้งซูเปอร์บอร์ดระดับชาติ ศ.ดร.ภาวิช เสนอให้แยก พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาระดับปฏิบัติ ทั้งหลักสูตร การพัฒนาครู การบริหารสถานศึกษา และการให้อิสระแก่โรงเรียน โดยมีเป้าหมายลดการสั่งการแบบรวมศูนย์ และเปิดทางให้สถานศึกษาออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น

พร้อมเสนอให้โรงเรียนมีสถานะเป็น "องค์กรแห่งการเรียนรู้" ที่มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง โดยคณะกรรมการสถานศึกษาควรมีอำนาจและความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงกลไกเชิงสัญลักษณ์เหมือนที่ผ่านมา

เดิมพันสูง: หากไม่ปรับ เสี่ยงติดกับดักรายได้ปานกลาง

ศ.ดร.ภาวิช เตือนว่า หากคุณภาพแรงงานยังไม่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศจะเผชิญข้อจำกัดในการขยับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และมีความเสี่ยงติดอยู่ใน "กับดักรายได้ปานกลาง" ต่อไป

"เมื่อทุนมนุษย์ไม่แข็งแรง ประเทศก็ยากจะสร้างนวัตกรรมใหม่ และยากจะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มศักยภาพ" ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.ภาวิช ยังเสนอให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มี "หมวดเฉพาะเกี่ยวกับ AI" เพื่อกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีในระบบการศึกษาอย่างเหมาะสม ป้องกันความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ที่อาจรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของ AI

การศึกษาคือการลงทุน ไม่ใช่ภาระงบประมาณ

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวสรุปว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจ AI จำเป็นต้อง "รีเซ็ตระบบการศึกษาใหม่ทั้งโครงสร้าง" โดยมองการศึกษาเป็น "การลงทุนด้านทุนมนุษย์" มากกว่าภาระงบประมาณ เพราะคุณภาพของคนไทยในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า