
วันแม่ 2569 เงินสะพัด 1.14 หมื่นล้าน สูงสุดรอบ 7 ปี แต่โต 0.7% ปชช.จ่ายประหยัด
หอการค้าไทยเผยวันแม่ปี 2569 มีเม็ดเงินสะพัด 11,139-11,400 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 7 ปี แต่ขยายตัวเพียง 0.7% สะท้อนประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่ายจากค่าครองชีพสูงและภาระหนี้สิน
KEY
POINTS
- คาดการณ์เงินสะพัดช่วงวันแม่ปี 2569 อยู่ที่ 1.14 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 ปี แต่มีอัตราการเติบโตเพียง 0.7%
- ประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างประหยัดและระมัดระวัง เนื่องจากกังวลปัญหาค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- ปัจจัยที่ทำให้การใช้จ่ายเติบโตต่ำส่วนหนึ่งมาจากวันแม่ปีนี้ตรงกับวันพุธกลางสัปดาห์ ทำให้แผนการเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดลดลงอย่างมาก
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินบรรยากาศการใช้จ่ายช่วงวันแม่ปี 2569 ว่า แม้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนกำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบางจากปัญหาค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผลสำรวจยังพบสัญญาณน่าห่วง เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ต้องการมีบุตร ซึ่งอาจกระทบโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ปี 2569 พบว่ามีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 11,139 - 11,400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่ สูงสุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2563 อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวกลับเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ประชาชนจับจ่ายระมัด-กังวลค่าครองชีพ
ทั้งนี้ แม้มูลค่าการใช้จ่ายจะสูงขึ้น แต่ภาพรวมสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น เนื่องจากประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพราะยังคงกังวลเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาระหนี้สิน และภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย
ขณะเดียวดันกิจกรรมหลักในปีนี้ยังคงเป็นการพาแม่ไปทานข้าว ทำบุญ และมอบของขวัญจำพวกพวงมาลัยหรือดอกไม้
ของขวัญยอดนิยม ยังคงเป็นพวงมาลัยหรือดอกไม้
ส่วนของขวัญยอดนิยม ยังคงเป็นพวงมาลัยหรือดอกไม้ ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ (วิตามิน/อาหารเสริม) เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า และสลากกินแบ่งรัฐบาล
โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและทำให้การเติบโตไม่สูงเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งมาจากวันแม่ปีนี้ตรงกับวันพุธซึ่งเป็นกลางสัปดาห์ ไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาว ส่งผลให้แผนการเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีผู้ที่วางแผนไปต่างจังหวัดเพียง 9.4% ลดลงจากปีที่แล้วที่มีถึง 21.8%
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบสัญญาณที่น่ากังวลในระยะยาว คือ คนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) มีทัศนคติไม่อยากมีบุตร เนื่องจากกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย ความมั่นคงในอาชีพ และสภาพเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งอาจกลายเป็นระเบิดเวลาต่อโครงสร้างประชากรและกำลังซื้อของประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า





